ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

แบบทดสอบกฎหมาย เตรียมสอบ เนติ ข้อ ๖ วิ.แพ่ง ภาค ๔ - คุ้มครองชั่วคราว ประเด็นที่น่าสนใจ (ชุดที่ ๑)

แบบทดสอบความรู้กฎหมายออนไลน์

ทดสอบความรู้ เตรียมสอบเนติ ภาค 2 วิแพ่ง - สกัดหลักจากรวมคำบรรยายเนติฯ

แบบทดสอบกฎหมาย เตรียมสอบ เนติ ข้อ ๖ วิ.แพ่ง ภาค ๔ - คุ้มครองชั่วคราว ประเด็นที่น่าสนใจ (ชุดที่ ๑)

แบบทดสอบความรู้

หมายเหตุ สกัดหลักจาก หนังสือรวมคำบรรยายเนติ (อ.สมชาย จุลนิติ์) สมัยที่ ๖๘

ข้อที่ 1 · หลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๕๓ มีดังต่อไปนี้

ข้อที่ 2 · แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายถูกฟ้อง แต่เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ซึ่งหมายถึงโจทก์เป็น “ฝ่ายแพ้คดี” หากศาลไม่มีดุลพินิจเป็นอย่างอื่น โจทก์ก็ต้องมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยชำระไปในการสู้คดีคืนให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียม ที่ต้องชำระคืนถือได้ว่าเป็น “หนี้ตามคำพิพากษา” ซึ่งโจทก์อาจถูกบังคับคดีได้เช่นกัน จึงมีเหตุผลให้กฎหมายต้องบัญญัติวิธีการชั่วคราวให้สิทธิแก่จำเลยขอคุ้มครองได้หรือไม่?

ข้อที่ 3 · คำร้องขัดทรัพย์เป็นเสมือนหนึ่งคำฟ้อง โดยผู้ร้องมีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์มีฐานะเป็นจำเลย คำร้องขัดทรัพย์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขัดทรัพย์แล้วมีคำสั่งว่า ทรัพย์สิน ตามคำร้องขัดทรัพย์ยังไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโดยลงชื่อผู้พิพากษา ๒ คน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้น ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นคดีโดยทำเป็น คำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา ๑๓๑ (๒) แล้ว

ข้อที่ 4 · บทบัญญัติเรื่อง “ความรับผิดชั้นที่สุดในค่าฤชาธรรมเนียม” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ ก็กำหนดให้ศาลต้องระบุให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี ต้องเป็นผู้รับผิดชดใช้คืนให้แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี

ข้อที่ 5 · เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีในศาลชั้นต้นยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตรวจและสั่งอุทธรณ์ได้ตรวจและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ แล้ว หากจำเลยจะใช้สิทธิตามมาตรา ๒๕๓ ทวิ ในระหว่างนี้ อำนาจสั่งก็ย่อมอยู่ที่ศาลอุทธรณ์** โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์แล้วหรือไม่ เพราะเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ตามกฎหมายถือว่าคดีนี้อยู่ในชั้นอุทธรณ์แล้ว และ กรณีไม่อยู่ในข้อยกเว้นตาม (๑) ถึง (๕) ของมาตรา ๑๔๔

ข้อที่ 6 · หลักเกณฑ์ในการที่โจทก์ใช้สิทธิตามมาตรา ๒๕๔

ข้อที่ 7 · การขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ตอนหลัง เป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ฟ้องเป็นเรื่องของหนี้เงินหรือฟ้องให้จำเลยสงมอบทรัพย์สินซึ่งโจทก์จำเลยโต้แย้งสิทธิกันอยู่ โดยหากโจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยและต้องการขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๔ แต่ไม่ประสงค์จะขอคุ้มครองถึงกับให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๔ (๑) โจทก์ก็อาจจะขอคุ้มครองชั่วคราว ตามมาตรา ๒๕๔ (๒) โดยขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยโอน ขาย ยักย้าย หรือจำหน่าย ทรัพย์สินของจำเลย เพื่อหากโจทก์ชนะคดีและจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นหนี้เงิน โจทก์จะได้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวเนื่องจากยังเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่

ข้อที่ 8 · กรณีคุ้มครอง “จำเลย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๓ ใช้เฉพาะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น

ข้อที่ 9 · เมื่อคดีร้องขัดทรัพย์ให้ถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเสมือนจำเลย จึงมี ปัญหาว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีร้องขัดทรัพย์จะมีสิทธิร้องขอความคุ้มครอง ชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๓ นี้ได้หรือไม่

ข้อที่ 10 · การบังคับคดีโดยการ “ยึด” คือ การบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ว่าทรัพย์สินดังกล่าวนั้นจะอยู่กับผู้ใด

ข้อที่ 11 · คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๗/๒๕๒๙ ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์วางเงินประกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๓ ย่อมมีผลอยู่จนคดีถึงที่สุด แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ แก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด...........

ข้อที่ 12 · การร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา ๒๕๓ กฎหมายไม่ได้บัญญัติ ให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว และยังได้บัญญัติให้ต้องทำการไต่สวนด้วย ฉะนั้น กรณีจึงอยู่ในบังคับมาตรา ๒๑ (๒) และ (๔) นั่นคือ ศาลจะมีคำสั่งโดยมิได้ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง มีโอกาสคัดค้านก่อนมิได้ อีกทั้งศาลต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้างเสียก่อน เว้นแต่โจทก์รับข้อเท็จจริง ดังกล่าวแล้ว

ข้อที่ 13 · สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งตามมาตรา ๒๕๓ ปัญหาว่าหากศาล ทำการไต่สวนและมีคำสั่งแล้ว คู่ความฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งจะอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนั้นทันทีได้หรือไม่

ข้อที่ 14 · “จำเลย” จะหมายความรวมถึงโจทก์ในคดีนั้นซึ่งถูกจำเลยฟ้องแย้ง ด้วยหรือไม่

ข้อที่ 15 · คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๕๕/๒๕๒๖ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความ แพ่ง มาตรา ๒๕๓ ใช้คำว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล “หรือ” ถ้ามีเหตุแน่นแฟ้นอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ทั้งหลาย หาได้ใช้คำว่า “และ” ไม่ จึงอาจเป็นกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏ ตามคำฟ้องและคำร้องของโจทก์ว่าตัวโจทก์อยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย จึงฟังได้ว่าโจทก์ ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล ดังนั้น แม้จำเลยมิได้นำสืบว่า โจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยง ไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่าย ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางประกันตามคำร้องของจำเลย...

ข้อที่ 16 · มาตรา ๒๕๓ ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้สิทธิจำเลยขอคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกา

ข้อที่ 17 · ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองจำเลยตามมาตรา ๒๕๓ โดยให้โจทก์ วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ในกรณีนี้คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลอยู่ตลอด จนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด ทั้งนี้แม้คดีในเนื้อหาศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องวางเงินตามคำสั่งศาล

ข้อที่ 18 · ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวจำเลย หากโจทก์ไม่ยอม ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ตามมาตรา ๒๕๓ วรรคท้าย ได้บัญญัติสภาพบังคับโดยให้ศาล จำหน่ายคดีของโจทก์ออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณา ต่อไป หรือโจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาล

ข้อที่ 19 · วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา แบ่งเป็น ๓ กรณี คือ

ข้อที่ 20 · กรณีตามมาตรา ๒๕๔ (๑) จะใช้ในกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลย ซึ่งหากโจทก์ชนะคดี หนี้ตามคำพิพากษาก็คือหนี้เงิน และโจทก์ขอบังคับคดีโดยการยึดหรืออายัด