ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

แบบทดสอบกฎหมาย เตรียมสอบ เนติ ข้อ ๕ วิ.แพ่ง ภาค ๓ อุทธรณ์ฎีกา - ประเด็นที่น่าสนใจ (ชุดที่ ๑)

แบบทดสอบความรู้กฎหมายออนไลน์

ทดสอบความรู้ เตรียมสอบเนติ ภาค 2 วิแพ่ง - สกัดหลักจากรวมคำบรรยายเนติฯ

แบบทดสอบกฎหมาย เตรียมสอบ เนติ ข้อ ๕ วิ.แพ่ง ภาค ๓ อุทธรณ์ฎีกา - ประเด็นที่น่าสนใจ (ชุดที่ ๑)

แบบทดสอบความรู้

หมายเหตุ สกัดหลักจาก หนังสือรวมคำบรรยายเนติ เล่ม ๑ สมัยที่ ๖๘ ************* การแก้ไขเพิ่มเติมระบบอุทธรณ์ ฎีกา จะมีผลใช้บังคับกับคดีแพ่งที่ยื่นฟ้องต่อศาลตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ส่วนคดีที่ยื่นฟ้องก่อนวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ยังคงใช้บังคับโดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ถูกยกเลิก ...ฉะนั้นการบรรยายในปีนี้จะบรรยายครอบคลุม ไปถึงกฎหมายที่ถูกยกเลิกแต่ยังมีผลใช้บังคับกับคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไข เพิ่มเติมมีผลบังคับด้วย / อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ หน้า ๑๑๒.

ข้อที่ 1 · ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์ ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย (มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง)

ข้อที่ 2 · ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ วาง เงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนโจทก์ เพราะวางเมื่อพ้นกำหนดฎีกา เป็นคำสั่งอันเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ หาใช่การสั่งเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับฎีกาของจำเลยที่ ๑ ไม่ หากจำเลยที่ ๑ ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลดังกล่าวก็ชอบที่จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ไปตามลำดับชั้นศาลไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจจำเลยที่ ๑ ฎีกาคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น ดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกาได้

ข้อที่ 3 · คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๔/๒๕๕๑ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งว่าหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้บังคับคดีกับจำเลยที่ ๔ มีผลให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๔ ได้ จำเลยที่ ๔ ย่อมได้รับผลกระทบจากคำสั่งของศาลชั้นต้นด้วย จำเลยที่ ๔ จึง......

ข้อที่ 4 · กฎหมายวิธีพิจารราความแพ่ง ภาค ๓ ลักษณะ ๒ ว่าด้วยฎีกา ซึ่งแก้ไขระบบการฎีกาเดิมซึ่งเป็น “ระบบสิทธิ” เป็น “ระบบอนุญาต” **อย่างไรก็ตาม แนวของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกาที่มีมาแต่เดิมก็ยังใช้เป็นบรรทัดฐานอ้างอิงเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาได้ต่อไป และหากคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่เป็นที่สุดนั้นได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญ ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๒) ก็นับว่าเป็นปัญหาสำคัญกรณีที่หนึ่ง ที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ตามมาตรา ๒๔๗ เท่ากับกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงให้ความสำคัญแก่ศาลฎีกาที่จะเป็นศาลในการวางแนวข้อกฎหมายที่สำคัญเช่นเดิม

ข้อที่ 5 · หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้น ที่ว่าจำเลยทิ้งฎีกาไม่ถูกต้อง ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ ที่ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้น จึงไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลฎีกาแล้วและกรณีพอถือได้ว่าจำเลย อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ แล้ววินิจฉัยว่าหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกา เป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งหรือมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งว่าจำเลยทิ้งฟ้องฎีกา คำสั่งจึงไม่ชอบ

ข้อที่ 6 · คดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา ๑๘๘ จะอุทธรณ์ได้เฉพาะสองกรณีเท่านั้น คือ เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือในเหตุที่ไม่ได้ ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือพิพากษาหรือคำสั่ง

ข้อที่ 7 · คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๗๕/๒๕๔๕ จำเลยขอสินเชื่อโดยทำสัญญากับโจทก์ หลายประเภท และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกัน และโจทก์มีสิทธินำมาฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกันได้ ค่าขึ้นศาลที่โจทก์มีหน้าที่ชำระตาม ตาราง ๑ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ ๑ (ก) จึงเท่ากับสองแสนบาท ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละสัญญา จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียตามกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายซึ่งมีหน้าที่ต้องชำระแทนโจทก์ หากตนเป็นฝ่ายแพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึง.....

ข้อที่ 8 · ส่วนการฎีกานั้น การพิจารณาและการพิพากษาคดีของศาลฎีการวมทั้งการสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๘ ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ตามมาตรา ๒๕๐ และมาตรา ๒๕๒ ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตาม มาตรา ๒๕๐ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา ๒๕๒ ก็ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อที่ 9 · คดีที่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘, ๑๖๘, ๑๘๘ และ ๒๒๒ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๓

ข้อที่ 10 · สาระสำคัญของอุทธรณ์ฎีกาซึ่งเป็นคำฟ้อง ชนิดหนึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรา ๒๒๕ กล่าวคือ บรรยายให้ชัดแจ้งว่าคัดค้านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นในเรื่องอะไร และด้วยเหตุผลอะไร การคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นใน กรณีอุทธรณ์หรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีที่เป็นฎีกา จะต้องคัดค้านในเรื่องที่ต้องการคัดค้านให้ชัดแจ้ง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ไม่จำเป็นเพราะมีอยู่แล้วใน คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี ซึ่งหมายความว่า โจทก์ฟ้องว่าอย่างไร จำเลยให้การว่าอย่างไร ทางนำสืบรวมถึงผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี ไม่จำเป็นต้องกล่าวก็ได้ สาระสำคัญที่จะต้องกล่าวก็คือ จะต้องกล่าวถึงข้อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณีมาให้ชัดเจน มิฉะนั้นเป็นฟ้องอุทธรณ์หรือฟ้องฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้ ข้อนี้เป็นหลักที่ถือปฎิบัติกันจนถึงปัจจุบัน

ข้อที่ 11 · คดีที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเกี่ยวกับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม มาตรา ๒๒๒ ซึ่งบัญญัติห้ามไม่ให้อุทธรณ์คำสั่งของศาลซึ่งปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาตาม คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ หรือคำพิพากษาของศาลตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด

ข้อที่ 12 · ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายเวลาฎีกาแก่จำเลย จำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาตามลำดับ จะยื่นคำร้องตรงต่อศาลฎีกาให้ขยายเวลาฎีกาแก่จำเลยหาได้ไม่

ข้อที่ 13 · คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๓/๒๕๓๘ แม้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่าที่พิพาทมิได้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้เลี้ยงสัตว์ร่วมกันตามที่จำเลยอ้าง แต่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อาจเป็นที่เสียหายแก่จำเลย จำเลยย่อม.......

ข้อที่ 14 · คำฟ้องอุทธรณ์ (มาตรา ๒๒๓ ทวิ)

ข้อที่ 15 · คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้โจทก์ เป็นคำสั่งที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่งรับหรือไม่รับฎีกา เมื่อจำเลยไม่เห็นด้วยก็ชอบที่จะคัดค้านต่อศาลฎีกาได้ (จำเลยคัดค้านในฟ้องฎีกา)

ข้อที่ 16 · คดีที่อุทธรณ์เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมอย่างเดียวตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๘ บัญญัติไว้ กล่าวคือห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกา ปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว เว้นแต่จะมีเหตุอ้างว่าศาลกำหนดหรือคำนวณ ค่าฤชาธรรมเนียมให้ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุทธรณ์ คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดของศาลในประเด็นที่พิพาทกันอยู่แล้ว ก็ย่อมยกเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอุทธรณ์ฎีกาได้ด้วย

ข้อที่ 17 · หากเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกา ต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ตามลำดับชั้น แต่ถ้าเป็นการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตหรือไม่อนุญาต ให้ขยายเวลาวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าขึ้นศาล แล้วมีคำสั่งให้รับฎีกา (กรณี อนุญาต) หรือไม่รับฎีกา (กรณีไม่อนุญาต) คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖/๒๕๓๒, ๑๔๑๖/ ๒๕๕๔ และคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๙๖/๒๕๓๔ วินิจฉัยให้คัดค้านไปยังศาลฎีกาได้

ข้อที่ 18 · คำฟ้องฎีกา (มาตรา ๒๔๘)

ข้อที่ 19 · จะอุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมได้ จำเลยก็ต้องให้การยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง และศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทมาแล้ว

ข้อที่ 20 · ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ ตามมาตรา ๒๒๓ บัญญัติ ให้สิทธิในการอุทธรณ์อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๓๘, ๑๖๘, ๑๘๘ และ ๒๒๒ และในลักษณะนี้รวมทั้งที่ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติว่าให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายความว่า แม้การอุทธรณ์จะเป็นสิทธิ แต่ก็มีข้อจำกัดสิทธิหลายประการ