ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

แบบทดสอบกฎหมาย เตรียมสอบ เนติ ข้อ ๓ วิ.แพ่ง ภาค ๒ วิธีพิจารณาสามัญ - ประเด็นที่น่าสนใจ (ชุดที่ ๑)

แบบทดสอบความรู้กฎหมายออนไลน์

ทดสอบความรู้ เตรียมสอบเนติ ภาค 2 วิแพ่ง - สกัดหลักจากรวมคำบรรยายเนติฯ

แบบทดสอบกฎหมาย เตรียมสอบ เนติ ข้อ ๓ วิ.แพ่ง ภาค ๒ วิธีพิจารณาสามัญ - ประเด็นที่น่าสนใจ (ชุดที่ ๑)

แบบทดสอบความรู้

หมายเหตุ สกัดหลักจาก หนังสือรวมคำบรรยายเนติ (อ.สมชาย พงษธา) สมัยที่ ๖๘

ข้อที่ 1 · คำคู่ความ ซึ่งหมายความว่า บรรดาคำฟ้อง คำให้การ หรือ คำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ

ข้อที่ 2 · ารเสนอคดีหรือการฟ้องคดีครั้งแรกจะต้องเริ่มคดีที่ศาลชั้นต้นตามมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่ใช่อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของผู้ร้อง และไม่อาจ อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้

ข้อที่ 3 · คำฟ้อง (มาตรา ๑ (๓))

ข้อที่ 4 · ในการพิจารณานอกจากผู้ร้องมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนคำร้องขอของตนแล้ว มาตรา ๑๘๘ (๒) ยังให้อำนาจศาลที่อาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและยุติธรรม

ข้อที่ 5 · ปัญหาว่าผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้หรือไม่ ไม่เป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ ตามมาตรา ๑๔๒ (๕)

ข้อที่ 6 · ระยะที่ ๒ หรือขั้นตอนที่ ๒ ชั้นนั่งพิจารณาหรือชั้นพิจารณา ได้แก่การ ชี้สองสถาน การสืบพยาน และการแถลงการณ์

ข้อที่ 7 · ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ไม่มีกฎหมายรับรองว่าการร้องขอให้ศาลมีคำสั่งดังกล่าวสามารถทำเป็นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทได้ ดังนั้น ผู้ร้องจะเริ่มคดีโดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ และมาตรา ๑๘๘ (๑) หาได้ไม่ แม้ว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ ม. จะยื่นคำดัดค้านเข้ามาก็ตาม ศาลก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างคดีมีข้อพิพาท

ข้อที่ 8 · คำให้การ (มาตรา ๑ (๔))

ข้อที่ 9 · คำขอ (มาตรา ๒๑, ๔๒)

ข้อที่ 10 · คำร้อง (มาตรา ๖, ๗ (๓) (๔), ๒๓, ๒๙)

ข้อที่ 11 · คู่ความจะยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำแก้อุทธรณ์ คำแก้ฎีกา ต่อศาลอุทธรณ์หรือฎีกาโดยตรงไม่ได้ ซึ่งแตกต่างไปจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น

ข้อที่ 12 · การจะเสนอคดีไม่มีข้อพิพาทต่อศาลได้มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นกรณีที่ “บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล” ตามมาตรา ๕๕

ข้อที่ 13 · อย่างไรจึงเป็นกรณีที่ “จะต้องใช้สิทธิทางศาล” นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่า “จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้นๆ ได้”

ข้อที่ 14 · โจทก์ถอนฟ้อง ทิ้งฟ้อง ซึ่งเป็นเรื่องโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา ๑๗๕ หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติหรือตามคำสั่งศาล (มาตรา ๑๗๔)

ข้อที่ 15 · ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเหตุเป็นคดีที่ราคา ทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง (มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง)

ข้อที่ 16 · วิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น เริ่มตั้งแต่มาตรา ๑๗๐ ถึง มาตรา ๑๘๘ เป็นบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น รูปแบบ “สามัญ” ได้แก่วิธีพิจารณาที่เป็นปกติและใช้บังคับแก่การดำเนินคดีธรรมดาทั่วไป ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคดี คือ “คดีมีข้อพิพาท” กับ “คดีไม่มีข้อพิพาท” ตามมาตรา ๑๘๘

ข้อที่ 17 · หากไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิดังกล่าว ผู้ร้องขอก็ไม่อาจยื่น คำร้องขอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ กรณีเช่นนี้ถ้าผู้ร้องขอถูกกระทำอันเป็นการโต้แย้ง เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของตนอย่างไร ก็ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ เป็นคดีมีข้อพิพาท

ข้อที่ 18 · ในเรื่องประเด็นแห่งคดี ที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบ ความได้ โดยไม่ต้องมีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นเรื่องนั้นตามมาตรา ๑๓๑ (๒)

ข้อที่ 19 · เรื่องคำฟ้อง คำให้การ ซึ่งต่างเป็นคำคู่ความในคดี เพราะคำฟ้อง เป็นการเสนอข้อหา คำให้การเป็นข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง ถือว่าเป็นคำคู่ความที่เป็นข้อแพ้ชนะกันในคดี

ข้อที่ 20 · ในเรื่องประเด็นแห่งคดี ได้แก่ เรื่องที่เป็นประเด็นข้อพิพาท ซึ่งเป็นข้อแพ้ชนะในคดี ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา ๑๓๑ (๒) สอดคล้องกับมาตรา ๑๓๔ ที่ห้ามมิให้ศาลที่รับฟ้องคดีไว้ปฏิเสธไม่ยอมพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยอ้างว่าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีหรือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้นเคลือบคลุมหรือไม่บริบูรณ์