ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2557

LAW SIAM · DEKA DETAIL

คำพิพากษาฎีกาที่ 8509/2557

การทำนิติกรรมฉ้อฉล

ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการศึกษา

รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม

ฎีกา
2,548ครั้งเข้าชม

รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8509/2557

ผู้พิพากษา : สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร - พิศล พิรุณ* - สมชาย พันธุมะโอภาส

      โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้งรวม 4,500,000 บาท โดยตกลงจะนำบ้านพร้อมที่ดินหมู่บ้านเพชรยนต์ซึ่งภายหลังจากการทำสัญญาได้แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 49732 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินยืมและฉ้อฉลโจทก์โดยนำที่ดินดังกล่าวจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าทำให้โจทก์เสียเปรียบ ไม่อาจบังคับคดีเอาจากที่ดินดังกล่าวได้ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอชำระหนี้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 49732 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสองเสีย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
         จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ
         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ก่อนฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ไป 2 ครั้ง รวม 4,500,000 บาท โดยมีข้อตกลงเพิ่มเติมอีกว่าจะนำบ้านพร้อมที่ดินแปลงหนึ่งในหมู่บ้านเพชรยนต์ ซึ่งอยู่ระหว่างแบ่งแยกมามอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ หลังจากทำสัญญากู้ยืมไปแล้วที่ดินแปลงดังกล่าวได้แบ่งแยกและออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 49732 เลขที่ดิน 2344 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินกู้กับได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญาให้พร้อมสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 (รวม 3 ฉบับ) โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าจะทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่อาจบังคับเอาจากที่ดินดังกล่าว และไม่มีทรัพย์สินอื่นที่เพียงพอชำระหนี้ อีกทั้งศาลได้พิพากษารับรองสิทธิในมูลหนี้กู้ยืมเงินข้างต้นแล้วด้วย ตามสำเนาภาพถ่ายคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.7 มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านขึ้นมาว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อหาในคำฟ้องโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์คัดค้านว่า ข้อหาความผิดรับผิดตามคำฟ้องเป็นเรื่องการทำนิติกรรมฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 มิใช่เรื่องสิทธิยึดหน่วงและสิทธิอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนได้ก่อนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 วรรคหนึ่งกับมาตรา 1300 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและได้ความจากทางพิจารณาว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปรวม 2 ครั้ง จำนวน 4,500,000 บาท โดยมีข้อตกลงเพิ่มเติมในสัญญาอีกว่าจะนำบ้านพร้อมที่ดินแปลงหนึ่งในหมู่บ้านเพชรยนต์ ซึ่งอยู่ในระหว่างแบ่งแยกมามอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน หลังจากทำสัญญากู้แล้วที่ดินดังกล่าวได้ถูกแบ่งแยกและออกเป็นโฉนดที่ดินแล้วจำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทนและรู้อยู่ว่าทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่อาจบังคับเอาจากที่ดินดังกล่าวได้และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอชำระหนี้ อีกทั้งตกเป็นผู้ผิดนัดและศาลมีคำพิพากษารับรองสิทธิในมูลหนี้ดังกล่าวไว้ด้วย ท้ายฟ้องมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดิน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา มิใช่ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินตามข้อตกลงในสัญญากู้ดังกล่าว อันเป็นมูลฐานสิทธิยึดหน่วงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย รวมทั้งวินิจฉัยเรื่องสิทธิในฐานะผู้มีสิทธิอันจะให้จดทะเบียนได้ก่อนด้วย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปรับบทตามข้อหาความรับผิดของจำเลยมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า การทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลที่จะต้องถูกเพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองไม่มีค่าตอบแทนและจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นโดยเป็นฝ่ายผิดนัดและศาลพิพากษาให้รับผิดชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวด้วย เช่นนี้พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้แล้วว่า จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนที่ดินโดยรู้อยู่ว่าทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่อาจบังคับคดีเอาจากที่ดินดังกล่าวได้ และจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวข้างต้นแล้วนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองก่อขึ้นเป็นนิติกรรมซึ่งเป็นการฉ้อฉลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 237 ชอบที่จะถูกเพิกถอน"
         พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดที่ดิน 49732 เลขที่ดิน 2344 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้ใช้แทนรวม 6,000 บาท
         

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก

ส่วนนี้จำกัดสิทธิ์สมาชิก

กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม

เข้าสู่ระบบ →

ไฟล์แนบ

ไม่พบไฟล์แนบที่พร้อมใช้งาน

ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน