← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2551
LAW SIAM · DEKA DETAIL
คำพิพากษาฎีกาที่ 14892/2551
หนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่
รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม
รายละเอียด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14892/2551
ผู้พิพากษา : มนตรี ยอดปัญญา* - ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ - อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 33,234,252.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 14,774,352.93 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะ ผู้จัดการมรดกของนางศรีโสภา จิระวิชิตชัย ร่วมกันชำระเงิน 33,234,252.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 14,774,352.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชา ธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรก ว่า หนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ โดย จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธอำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์ ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้สมฟ้อง แต่โจทก์อ้างส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่มีพยานบุคคลมาสืบประกอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว เอกสาร ดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับ จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้กู้ยืมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงินจำนวนแน่นอน เมื่อจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 206 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 198 ทวิ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม การที่โจทก์แถลงของส่งหนังสือรับรองและหนังสือมอบอำนาจแทนการสืบพยานและ ศาลชั้นต้นอนุญาต ถือได้ว่าเป็นการให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็น แทนการสืบพยาน เอกสารดังกล่าวจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยไม่จำต้องมี พยานบุคคลมาสืบประกอบ ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาข้อต่อไปมีว่า คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน และต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย เมื่อ จำเลยที่ 2 ปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 จำเลยที่ 2 ต้องแสดงโดยชัดแจ้งด้วยว่าอายุความ 1 ปี นับแต่วันใด และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความนั้นแล้ว การที่จำเลย ที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เนื่องจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาค้ำประกันตกเป็นมรดกของนางศรีโสภา แล้วตั้งแต่ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องตาม สัญญาค้ำประกันภายใน 1 ปี นับถึงวันฟ้องสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ นั้น จำเลยที่ 2 มิได้ระบุวันที่โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนางศรีโสภาซึ่งเป็น วันเริ่มต้นนับอายุความว่าเป็นวันที่เท่าใด จึงไม่ชัดแจ้งว่าอายุความเริ่มนับเมื่อวันที่ เท่าใดและโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดอายุความแล้วจริงหรือไม่ จำเลยที่ 2 จะอนุมานเอาจากข้อเท็จจริงที่ได้จากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า โจทก์รู้หรือควรได้รู้ ถึงการตายของนางศรีโสภาว่าเป็นวันใดก็ไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 จะต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ คำให้การของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย กฎหมายและไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ไม่มี หน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม
ไฟล์แนบ
ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน