← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2551
LAW SIAM · DEKA DETAIL
คำพิพากษาฎีกาที่ 15002/2551
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92
รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม
รายละเอียด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15002/2551
ผู้พิพากษา : สมศักดิ์ อเนกพุฒิ - ศิริชัย จิระบุญศรี - ศุภชัย สมเจริญ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92 และขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้ เพิ่มโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสอง, 100/1 วรรคสอง เพิ่มโทษ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และเรียงกระทงลงโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ปรับ 400,000 บาท ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุก 13 ปี 4 เดือน ปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การ รับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยฐานมีเมทแอม เฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 5 ปี 4 เดือน ปรับ 266,667 บาท ฐาน จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี (ที่ถูก 3 ปี) 5 เดือน 10 วัน รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี 9 เดือน 10 วัน ปรับ 266,667 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ห้ามมิให้กักขังเกินกว่า 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลย กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอม เฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์นำสืบแต่เพียงว่าสายลับเข้าล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน จากนางตุ๊กตาไม่ได้ล่อซื้อจากจำเลย ทางนำสืบของเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ความว่า ที่บ้านพักของนางตุ๊กตามีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ไม่ปรากฏว่า จำเลยมีความสัมพันธ์กับนางตุ๊กตาเพียงใด หรือเป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ลำพังแต่เพียง จำเลยยืนอยู่ภายในบ้านใกล้กับนางตุ๊กตาและค้นพบเมทแอมเฟตามีนในตัวจำเลย อีก 20 เม็ด ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะฟังว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนางตุ๊กตา กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ที่จำเลยเขียน คำรับต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าร่วมกับนางตุ๊กตาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก็เป็นเพียง คำรับในชั้นจับกุมของจำเลยเท่านั้นใช้ฟังลงโทษโดยลำพังไม่ได้ ส่วนที่นางตุ๊กตา ได้นำกระเป๋าเงินออกมาโดยแจ้งว่าเป็นกระเป๋าเงินของจำเลย และจำเลยยอมรับต่อ เจ้าพนักงานตำรวจในทันทีว่าเมทแอมเฟตามีนที่ค้นพบเป็นของนางตุ๊กตากับจำเลย ร่วมกันจำหน่ายนั้น ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าของเจ้าพนักงานตำรวจที่รับฟัง มาจากจำเลยและนางตุ๊กตาเท่านั้นไม่อาจนำคำบอกเล่าดังกล่าวมาฟังลงโทษจำเลย ได้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยข้อหามีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกฟ้องข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องในความผิดฐานจำหน่ายเมท แอมเฟตามีน โดยให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงไม่ครอบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง บัญญัติว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสอง ได้ ตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เพราะเกินคำขอและมิได้ กล่าวในฟ้องจึงต้องลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตาม มาตรา 66 วรรคสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทให้ถูกต้อง และแก้ไขโทษเสียด้วย นอกจากนี้ที่โจทก์มีคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยเนื่องจากจำเลย เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1094/2545 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2545 และ จำเลยได้กระทำความผิดในขณะที่มีอายุเกินกว่า 17 ปี จำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าว ไปแล้วภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้น อีกนั้น เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทิน ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 ใช้บังคับ และบทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือใน วันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติ ดังกล่าวใช้บังคับ (วันที่ 5 ธันวาคม 2550) โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษ ในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้นเมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัย เป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษ จำเลยไม่ได้ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจ ยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี สถานเดียว ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน คำขอเพิ่มโทษให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็น ไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม
ไฟล์แนบ
ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน