ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2556

LAW SIAM · DEKA DETAIL

คำพิพากษาฎีกาที่ 15530/2556

การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการศึกษา

รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม

ฎีกา
1,961ครั้งเข้าชม

รายละเอียด

  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15530/2556

 

ผู้พิพากษา : สมสันต์ ศุภศาสตรสิน พันวะสา บัวทอง สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร


         โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2542 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถางป่า  โดยตัด ฟัน โค่น ชักลากไม้ในป่า ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ เป็นเนื้อที่ 12 ไร่ ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2543 เจ้าพนักงาน จับกุมจำเลยได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำต่อพื้นที่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพาน ซึ่งโจทก์ได้ กำหนดหลักเกณฑ์ค่าเสียหายไว้เพื่อใช้ในการประเมินคดีแพ่งเรียก ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 คิดเป็นค่าเสียหาย 1,800,000บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันกระทำความผิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,102,131.15บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,902,131.15 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,800,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
         จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติและ ป่าสงวนแห่งชาติเนื่องจากที่พิพาทนั้นเป็นพื้นที่ซึ่งมีราษฎรรวมทั้ง จำเลยทำกินต่อเนื่องกันมาก่อนมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ และป่าสงวนแห่งชาติ ต่อมาปี 2540 มีมติของคณะกรรมการแก้ไข ปัญหาที่ดินและป่าไม้ให้ราษฎรทำกินได้คนละ 14 ไร่ โจทก์ฟ้องจำเลย กับพวกในมูลละเมิดเรียกค่าเสียหายกรณีบุกรุกอุทยานแห่งชาติและ ป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 1,330 ไร่ ในคีดแพ่งหมายเลขดำที่ 999/2554 ของศาลชั้นต้น ซึ่งรวมที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้อยู่ด้วยแล้ว ฟ้องโจทก์ จึงเป้นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเป็นการกล่าว อ้างลอย ๆ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องจำเลย ข้อหาร่วมกับพวกบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถางป่า โดยตัด ฟัน โค่น เลื่อย ชักลากไม้ในป่าภายในเขตอุทยาน แห่งชาติป่าสงวนแห่งชาติ ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด โจทก์ มาฟ้องคดีนี้เป็นคดีแพ่งเรื่องละเมิดจึงเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าจำเลย ทำละเมิด ขอให้ยกฟ้อง
         ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาด เบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ และจำเลยอ้างส่งสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3693- 3697/2549 ของศาลชั้นต้น ตามเอกสารหมาย จล.1 ศาลชั้นต้นมี คำสั่งว่า เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวเสียก่อน
         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         โจทก์อุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
         โจทก์ฎีกา
         ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อใวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้น รับฟังเป็นยุติว่า เดิมพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกเป็น คดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ ก่นสร้าง แผ้วถางป่า โดยตัด ฟัน โค่น เลื่อย ชักลากไม้ในป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพาน ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเป็นคดีอาญาหมาย เลขแดงที่ 3693-3697/2549 และคดีถึงที่สุด โจทก์จึงนำมาฟ้อง จำเลยเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แล้วหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์เป้นการบรรยายเรียกค่าเสียหายจาก การกระทำของจำเลยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 97 ที่ไม่มีบทบัญญัติของ กฎหมายในเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี เมื่อ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำฟ้องว่า โจทก์รู้ถึงการกระทำของจำเลยดัง กล่าวเมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2542 ถึงวันที่13กรกฎาคม 2543 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2551 ยังไม่ พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
         พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อทีคำพิพากษาใหม่

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก

ส่วนนี้จำกัดสิทธิ์สมาชิก

กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม

เข้าสู่ระบบ →

ไฟล์แนบ

ไม่พบไฟล์แนบที่พร้อมใช้งาน

ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน