ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2557

LAW SIAM · DEKA DETAIL

คำพิพากษาฎีกาที่ 5019/2557

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการศึกษา

รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม

ฎีกา
587ครั้งเข้าชม

รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5019/2557
กองผู้ช่วยฯ
คู่กรณี
โจทก์
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม
นายวิชาญ ทรัพย์ใหญ่
จำเลย
นางนิตย์ ดวงรัศมี
- 
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39
-
ข้อมูลย่อ        
การยอมความจะต้องประสงค์จะระงับข้อพิพาท มิใช่เพียงเป็นข้อตกลงโดยมี
เงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาท คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่าง
อุทธรณ์ โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงกันว่า สัญญา
ประนีประนอมยอมความทำขึ้นเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่แล้วเวลานี้ทั้งในทางแพ่ง
และทางอาญา และที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตของบุคคลผู้ที่เป็นคู่สัญญาซึ่งได้ลงนามไว้
ท้ายสัญญานี้ และให้ถือเอาข้อความตามสัญญานี้มีผลเป็นการตกลงและยอมรับกันของคู่
สัญญาทุกฝ่ายเกี่ยวกับคดีและได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้กล่าวถึงคดีนี้ด้วย ข้อตกลง
ดังกล่าวจึงเป็นการยอมความระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยและทายาทอื่นเพื่อระงับข้อพิพาท
สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39
-
รายละเอียด
           โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
352, 353, 354 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่จำเลยกระทำผิดหน้าที่และยักยอก
ไปแก่กองมรดกด้วย
           จำเลยให้การปฏิเสธ
           ระหว่างพิจารณา นายวิชาญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้น
ต้นอนุญาต
           ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
           โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์
           ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 354 บทหนึ่ง และความผิดตามมาตรา 353 ประกอบ
มาตรา 354 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
ลงโทษตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การ
พิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม
คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่จำเลยกระทำผิดหน้าที่และยักยอกไปแก่
กองมรดก
           จำเลยฎีกา
           ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรหยิบยกฎีกาของจำเลยว่า สิทธิในการนำคดีอาญา
มาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไปโดยการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แล้วหรือไม่ ขึ้นวินิจฉัยก่อน ปัญหาดังกล่าวนี้จำเลยได้
ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยให้ ทั้งที่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยว
กับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ปัญหานี้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ร่วมได้ทำ
สัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลย
ยื่นคำแถลงว่า โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว สิทธิใน
การนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไป ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งจำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้น
ต้นสอบถามโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ได้มีการทำสัญญาตามที่จำเลยแถลงหรือไม่ ในการ
สอบโจทก์และโจทก์ร่วมสองครั้งแรกไม่อาจสอบโจทก์ร่วมได้ ศาลชั้นต้นจึงได้ส่งหมาย
เรียกและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ร่วมไปยังที่อยู่ตามที่ปรากฏในคำ
เบิกความของโจทก์ร่วมและตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในหมายระบุด้วยว่าให้
คัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน ต่อมาถึงวันนัดโจทก์ร่วมไม่มาศาลและ
ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้
ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยจริง
           มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาดังกล่าวเป็นการยอมความหรือไม่
เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 สิทธิในการนำคดีอาญามา
ฟ้องย่อมระงับไปด้วยเหตุหลายประการ สำหรับความผิดต่อส่วนตัว สิทธิในการนำคดี
อาญามาฟ้องย่อมระงับไปด้วยการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความโดยถูกต้อง
ตามกฎหมาย จากบทบัญญัติดังกล่าวคดีอาญาจึงอาจระงับด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งหรือหลาย
เหตุก็ได้ เช่นทั้งยอมความและถอนคำร้องทุกข์ อย่างไรก็ตามการยอมความจะต้อง
ประสงค์จะระงับข้อพิพาท มิใช่เพียงเป็นข้อตกลงโดยมีเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การระงับข้อ
พิพาท สำหรับคดีนี้ได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่าง
อุทธรณ์ โจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงกันว่า
สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ทำขึ้นไว้เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่แล้ว
เวลานี้ทั้งในทางแพ่งและในทางอาญา และที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตของบุคคลผู้ที่เป็นคู่
สัญญาซึ่งได้ลงนามไว้ท้ายสัญญานี้ และให้ถือเอาข้อความตามสัญญานี้มีผลเป็นการตกลง
และยอมรับกันของคู่สัญญาทุกฝ่ายเกี่ยวกับคดีและได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของนายสุรชัย
เจ้ามรดกมีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ ซึ่งในข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวได้กล่าวถึงคดีนี้
ด้วย และข้อตกลงยังกล่าวถึงการระงับคดีแพ่งที่ฟ้องร้องกันอยู่รวมทั้งข้อตกลงในการ
แบ่งทรัพย์และเงินอันเป็นมรดกระหว่างกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการยอมความระหว่าง
โจทก์ร่วมกับจำเลยและทายาทอื่นเพื่อระงับข้อพิพาท สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของ
โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และคำพิพากษาของศาล
ล่างทั้งสองย่อมระงับไป โดยศาลฎีกาไม่จำต้องยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษา
ลงโทษจำเลย
           จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
-
( ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ - เมทินี ชโลธร - ประทีป ดุลพินิจธรรมา )
องค์คณะผู้ตัดสิน

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก

ส่วนนี้จำกัดสิทธิ์สมาชิก

กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม

เข้าสู่ระบบ →

ไฟล์แนบ

ไม่พบไฟล์แนบที่พร้อมใช้งาน

ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน