ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2556

LAW SIAM · DEKA DETAIL

คำพิพากษาฎีกาที่ 12767/2556

การพิจารณาที่ผิดระเบียบ?ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง?มาตรา?27?

ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการศึกษา

รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม

ฎีกา
346ครั้งเข้าชม

รายละเอียด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12767/2556
ผู้พิพากษา : วีระชาติ เอี่ยมประไพ ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ กีรติ กาญจนรินทร์

--------------------

           โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 544 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2539 โจทก์ทั้งแปดนำที่ดิน ดังกล่าวไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเขื่องใน แต่จำเลยที่ 3 คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินจำเลยที่ 1 ได้ตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รายงานต่อจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งแปด เป็นที่สาธารณะประโยชน์ และจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 เพิกถอนใบจอง (น.ส.2) ดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำโดยมิ ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งแปดครอบครองแลพะใบจอง (น.ส.2) ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนใบจอง (น.ส.2) ของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดเพื่อ ออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งแปด และให้จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินแก่ โจทก์ทั้งแปด
         จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าช้า สาธารณะและที่ดินสาธารณะ ใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 544 ของโจทก์ ทั้งแปดออกทับที่ป่าช้าสารธารณะและที่ดินสาธารณะ เป็นการออกโดย ไม่ชอบจำเลยที่ 2 จึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งแปดได้ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 คณะกรรมการประสานงานแก้ไข ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด (กปร. ส่วนจังหวัด) มีมติให้ เพิกถอนใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 544 ของโจทก์ทั้งแปด จำเลยที่ 2 จึง ออกคำสั่งเพิกถอนใบจองดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งแปดบุกรุกเข้าไปปลูก กระท่อมนาและต่อไฟฟ้าเข้าไปใช้ในที่ดิน ทำให้จำเลยและประชาชน เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ทั้งแปดรื้อถอนกระท่อมนา และสายไฟฟ้าออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสาม เข้าดำเนินการรื้อถอนได้ โดยให้โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด
         โจทก์ทั้งแปดห้ากรแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
         ก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาโจทก์ทั้งแปดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดย อ้างว่าในคดีที่โจทก์ทั้งแปดยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามคดีนี้เกี่ยวกับที่ดิน พิพาทต่อศาลปกครองนครราชศรีมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับ คำสั่งศาลปกครองนครราชสีมาให้ศาลปกครองนครราชสีมารับฟ้องโจทก์ ทั้งแปดไว้พิจารณา โจทก์ทั้งแปดจึงขอถอนฟ้องคดีนี้ รายละเอียด ปรากฏตามคำร้องขอถอนฟ้องฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2546 ทนายจำเลยทั้งสามแถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์ทั้งแปด
         ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอถอนฟ้องดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ว่า คดีนี้เหตุที่มีการฟ้องคดีเพราะจำเลยที่ 1 มีคำสั่ง ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี สาขาเขื่องใน เพิกถอนใบจอง (น.ส.2) ที่ออกให้แก่ที่ดินพิพาทอันเป็นคดีเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง ส่วนที่จำเลยทั้งสามฟ้องแย้งก็เป็นประเด็นสืบเนื่องจากฟ้องโจทก์อันจะ ต้องวินิจฉัยก่อนว่าคำสั่งให้เพิกถอนใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 544 ชอบหรือไม่ ทั้งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคดีของโจทก์ทั้ง แปดไว้พิจารณาแล้ว ประกอบกับโจทก์ทั้งแปดประสงค์จะดำเนินคดีที่ ศาลปกครอง อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ขี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 จึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาเมื่อสำนักงานศาลยุติธรรมมีหนังสือฉบับลงวันที่ 4 สิงหาคม 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นจัดทำและส่งความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ศาลชั้นต้นเกษียนสั่งในหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ว่า เนื่องจากปัจจุบันคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้นอยู่ระหว่างการ พิจารณาของศาลปกครอง จึงให้จำหน่ายคดีนี้จากสารบบความ อนึ่ง เมื่อศาลอนุญาตให้โจทก์ทั้งแปดถอนฟ้อง จึงไม่มีฟ้องเดิมที่จำเลยจะ ฟ้องแย้ง ให้ยกฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลฟ้องแย้งกึ่งหนึ่ง
         จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
         ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความ ตาย นางเบญจมาภรณ์ สายธนู โจทก์ที่ 7 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความ แทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต
         ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้ง ในศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ เป็นพับ
         จำเลยทั้งสามฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้โจทก์ทั้งแปด ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 23 กันยายน 2546 ขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามแถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ให้จำหน่ายคดีชั่วคราวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัย ขี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ต่อมาวันที่ 15 สิงหาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ และ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ทั้งแปดถอนฟ้อง และมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งแปด คงมีผลทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะ ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลย ทั้งสามตกไปด้วยไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องแย้ง เป็นคำสั่งที่ ไม่ชอบ แต่เนื่องจากคดีที่โจทก์ทั้งแปดยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาล ปกครองนครราชสีมาเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษา ของศาลยุติธรรม และศาลปกครองนครราชสีมาได้โอนคดีดังกล่าวมา ของศาลยุติธรรม และศาลปกครองนครราชสีมาได้โอนคดีดังกล่าวมา ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาแล้ว ชอบที่จำเลยทั้งสามจะไป ดำเนินกระบวนพิจารณาและว่ากล่าวโจทก์ทั้งแปดในคดีนี้ต่อไป จึง ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนิน กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามใหม่ และ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
         ก่อนวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสาม เห็นสมควร วินิจฉัยก่อนว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า นอกจากโจทก์ทั้งแปดจะได้ยื่นฟ้อง จำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งแปดครอบครอง และเอกสารใบจอง (น.ส.2) เลขที่ 544 ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่สั่งเพิกถอนใบจอง (น.ส.2) ของโจทก์ทั้งแปดกับให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 3 ที่คัดค้านการ รังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินของโจทก์ทั้งแปดแล้ว โจทก์ทั้งแปดยังได้ยื่น ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาเดียวกันนี้ต่อศาลปกครองนครราชสีมาซึ่งใน คดีของศาลปกครองนครราชสีมานั้น ตุลาการเจ้าของสำนวนได้ตรวจ สำนวนแล้ว เห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราช บัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงต้องบังคับตามมาตรา 12 แห่งพระราช บัญญัติดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง ให้นำความในมาตรา 10 และมาตรา 11 มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูก ฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร หรือ ก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกสำหรับศาลปกครองหรือศาลอื่น ในการ นี้ให้ศาลที่รับฟ้องรอการพิจารณาไว้ชั่วคราว และให้จัดทำความเห็นส่ง ไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว ในกรณีเช่นว่า นี้ให้ศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้…(3) ถ้าศาลที่สางความเห็น และศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ในคดีนั้น ให้ศาลที่ส่งความเห็นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการพิจารณา วินิจฉัยชี้ขาด…” และตามมาตรา 11 บัญญัติว่า “ในกรณีที่คณะ กรรมการได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลที่รับฟ้อง ให้ ศาลนั้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ถ้าวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ใน เขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งให้ศาลที่รับฟ้องสั่งโอนคดีหรือสั่งจำหน่าย คดีเพื่อให้คู่ความไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้ ตามที่ศาลเห็น สมควรโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม” จากบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคหนึ่ง และมาตรา 11 ดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งจำหน่าย คดีนี้ไว้ชั่วคราวเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล การที่ศาลชั้นต้นไม่รอฟังคำวินิจฉัย กลับยกคดีขึ้นพิจารณาและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งแปดออกจาก สารบบความ และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม ย่อมเป็นการไม่ชอบ ตามบทบัญญัติมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว และถือได้ว่าเป็นกรณีที่ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้เพิกถอน การพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 27 และเมื่อปรากฏว่าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด อำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยว่าคดีที่โจทก์ทั้งแปดยื่นฟ้อง จำเลยทั้งสามต่อศาลปกครองนครราชสีมา เกี่ยวกับที่ดินพิพาทอยู่ ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และศาลปกครอง นครราชสีมาได้โอนคดีดังกล่าวไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นก็จะต้อง ทำการพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งต่อไป เมื่อวินิจฉัย มาดังกล่าวแล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยตามข้อฎีกาของจำเลยทั้งสามอีก”
         พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์ทั้งแปดจากสารบบความและไม่รับฟ้องแย้งของ จำเลยทั้งสาม ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนฟ้องและ ฟ้องแย้งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก

ส่วนนี้จำกัดสิทธิ์สมาชิก

กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม

เข้าสู่ระบบ →

ไฟล์แนบ

ไม่พบไฟล์แนบที่พร้อมใช้งาน

ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน