← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2558
LAW SIAM · DEKA DETAIL
คำพิพากษาฎีกาที่ 3855/2558
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง
รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม
รายละเอียด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3855/2558
ผู้พิพากษา : อร่าม เสนามนตรี ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ว รงค์พร จิระภาค
----------------
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 เนื้อที่ 91 ไร่ 3 งาน 64 ตาราวา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2552 นางฉาบ พูลพลหรือพูนผล กับพวกรวม 7 คน ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 64/2552 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวในการจัดทำแผนที่พิพาทเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินเพื่อทราบแนวเขตเนื้อที่โดยรวมก่อนที่จะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามสิทธิของแต่ละฝ่าย ปรากฏว่าแนวเขตที่ดินบริเวณมุมด้านทิศเหนือจดทางสาธารณะประโยชน์ด้านทิศตะวันตกตามแนวเส้นสีแดง เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา จำเลยบุกรุกเข้ามาทำนาข้าวและกล่าวอ้างว่าที่ดินส่วนดังกล่าวอยู่ในเขตโฉนดที่ดินของจำเลยโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากแนวเขตที่ดินของโจทก์แล้วแต่เพิกเฉย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวไปจดไปจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินตามส่วนของเจ้าของรวมแต่ละราย ที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์จึงมีเนื้อที่ขาดไป 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่พิพาทคิดเป็นค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 ในส่วนที่จำเลยบุกรุกแนวเขตที่ดินบริเวณกรอบเส้นสีแดงตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไปและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคือแก่โจทก์
จำเลยให้การกับฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 เนื้อที่เท่าใด โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับผู้มีชื่ออีก 7 คน ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 เนื้อที่ 91 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ต่อมาผู้มีชื่อในกรรมสิทธิ์รวมทั้ง 7 คน ดังกล่าวประสงค์ที่จะแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม โจทก์มอบหมายให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมทั้ง 7 คน แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในส่วนที่โจทก์จะได้รับ ปรากฏว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา แต่โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์เนื้อที่ 22 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมทั้ง 7 คน จึงยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 64/2552 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแผนที่พิพาทเพื่อกำหนดเนื้อที่ที่แต่ละฝ่ายเข้าครอบครองและทำประโยชน์อยู่จริง ในการรังวัดไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านที่ดินส่วนพิพาท เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา เนื่องจากจำเลยครอบครองและทำประโยชน์ด้วยการทำนามาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามส่วนที่โจทก์ครอบครองและทำประโยชน์อยู่จริง เนื้อที่ 18 ไร่ 1 งาน 10 ตารางวา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมอีก 7 คน ต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็นส่วนสัดโดยมีแนวคันนากั้นแนวเขตที่ดินระหว่างกันอย่างชัดเจน แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องจำเลยโดยโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่พิพาท จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1504 ที่ดินของจำเลยมีอาณาเขตทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา จำเลยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินของจำเลยรวมทั้งที่ดินส่วนที่พิพาทอย่างต่อเนื่องด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 1 0ปี โดยไม่เคยมีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับตามฟ้องแย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา บริเวณแนวกรอบเส้นสีแดงตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์
โจทก์ให้การโต้แย้งว่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1504 ของจำเลยมีการออกโฉนดทับที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 ของโจทก์ จึงถือว่าจำเลยกล่าวอ้างว่าที่ดินส่วนที่พิพาทอยู่ในเขตโฉนดที่ดินขิงจำเลย จำเลยจะกล่าวอ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของตนเองมิได้ โจทก์บรรยายฟ้องระบุเนื้อที่ดินของโจทก์โดยรวมว่ามีเนื้อที่ 91 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 บริเวณแนวเขเส้นสีเขียวเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 และส่งมอบที่ดินส่วนที่พิพาทดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวกับที่ดินที่พิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินคืนในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1504 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา อยู่ในแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 ตามแนวเขตที่ดินเส้นสีเขียวในแนวที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์
ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำให้การของจำเลยไม่ชอบตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง กล่าวคือ คำให้การของจำเลยไม่ตั้งประเด็นโดยแจ้งชัดว่าที่ดินส่วนพิพาทเป็นของโจทก์กับพวกจำเลยได้เข้าครอบครองปรปักษ์แล้ว นับตั้งแต่วันที่เท่าใด เดือนและปีใด และนับถึง 10 ปีเมื่อใด ประเด็นข้อพิพาทในเรื่องครอบครองปรปักษ์จึงไม่มี คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพาทว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงไม่ชอบ จำเลยให้การสรุปว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1504 โดยได้รับการยกให้มาจากนายสวิด คงคา บิดาของจำเลยเมื่อปี 2551 เมื่อได้รับยกให้จำเลยได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยการทำนาเต็มทั้งแปลงโดยไม่เคยมีบุคคลใดโตแย้งคัดค้านรวมทั้งโจทก์ในคดีนี้ด้วยเป็นเวลานานเกินกว่า 10 ปี และที่ดินของจำเลยดังกล่าวทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 ของโจทก์กับพวกจำนวน 2 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา ดังนั้นที่ดินส่วนที่ทับซ้อนกันนี้โดยบิดาของจำเลยครอบครองมาโดยสงบโดยเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของนานกว่า 10 ปี และจำเลยได้รับการยกให้จากบิดามาจำเลยได้ครอบครองโดยความสงบโดยเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของมานานกว่า 10 ปี โดยไม่มีใครโต้แย้งคัดค้านรวมถึงโจทก์ จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย เห็นว่า คำให้การของจำเลยเป็นการบรรยายสภาพของที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 และ 1504 โดยอ้างว่ามีบางส่วนทับซ้อนกัน และบรรยายการได้มาของที่ดินดังกล่าวว่าได้มาอย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด รวมถึงบรรยายให้เห็นว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ของจำเลยและส่วนที่ทับซ้อนกันมาโดยตลอดโดยเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่ทับซ้อนกันซึ่งคือที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การลักษณะเช่นนี้เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดถึงข้อต่อสู้ตามคำฟ้องของโจทก์แล้วเพราะสามารถอ่านเข้าใจได้ว่าที่ดินส่วนที่ทับซ้อนกันเป็นของจำเลยโดยเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1504 หรือมิฉะนั้นหากที่ดินดังกล่าวไม่ทับซ้อนกันแต่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1502 จำเลยก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ คำให้การของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม
ไฟล์แนบ
ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน