← กลับหน้าหลักรวมคำพิพากษาฎีกา หมวดปี พ.ศ. 2558
LAW SIAM · DEKA DETAIL
คำพิพากษาฎีกาที่ 5638/2558
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236
รายละเอียดพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติมและไฟล์แนบตรวจสอบสิทธิ์สมาชิกตามเงื่อนไขเดิม
รายละเอียด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5638/2558
ผู้พิพากษา : เมทินี ชโลธร* วิรุฬห์ แสงเทียน วาสนา หงส์เจริญ
---------------
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจัดทำโครงการจัดสรรที่ดินและบ้านพักอาศัล เพื่อจำหน่ายมีชื่อโครงการว่าอีแวนสตันทองหล่อ 25 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ที่ 2 ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้น จำนวน 854,000 หุ้น 45,000 หุ้น และ 1,000 หุ้น ตามลำดับ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 2,097,000 หุ้น และ 1,000 หุ้น ตามลำดับ ในการดำเนินธุรกิจมีการวางแผนจัดตั้งคณะบุคคล 10 คณะ ให้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านคณะบุคคลละ 2 แปลง ในโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 ส่วนการบริหารโครงการดังกล่าวช่วงแรกมีโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้บริการในฐานะกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ต่อมาได้มีการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของโครงการจำนวน 23 หลัง แล้วโอนขายให้แก่ลูกค้าทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 ถือได้ว่าการดำเนินกิจการและการร่วมลงทุนของโครงการสิ้นสุดลงโดยมีผลกำไรจากโครงการเป็นเงิน 57,966,000 บาท ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2548 เกิดการขัดแย้งในกลุ่มผู้ถือหุ้นฝ่ายโจทก์ทั้งสามกับฝ่ายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จนไม่สามารถที่จะร่วมลงทุนต่อไหได้ ต่างฝ่ายต่างแยกไปดำเนินกิจการอันเป็นธุรกิจในลักษณะเดียวกับโครงการของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ทั้งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันหลายคดี จนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทถอดถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และแต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงผู้เดียว หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 หลายครั้งรวม 17,410,259 บาท โดยอ้างว่าเป็นการยืม โจทก์ทั้งสามเห็นว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาไม่สุจริต โจทก์ที่ 1 จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติการประชุมใหญ่ของจำเลยที่ 1 ที่ถอดถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการ ครั้นวันที่ 16 ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นแล้วมีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียว โดยจำเลยที่ 2 มิได้เป็นผู้ถือหุ้นในจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ซึ่งเหลืออยู่ทั้งที่โครงการอีแวสตันทองหล่อ 25 ไม่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายในการดำเนินการต่อไปเพราะโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสามมีหนังสือให้จำเลยที่ 2 เลิกกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ชำระบัญชี และแบ่งปันผลกำไร แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย ขอให้มีคำสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 2 และตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการชำระบัญชีจำเลยที่ 1 เลิกคณะบุคคลทั้ง 10 คณะบุคคล และให้จำเลยทั้งสี่รวมกันแบ่งปันผลกำไรและเงินทุนในกิจการโครงการอีแวสตันทองหล่อ 25 แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 16,500,988 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 869,490 บาท และแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 19,322 บาท
จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ถือหุ้นและในฐานะตัวการมอบหมายให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ถือหุ้นแทน และฟ้องคดีนี้เพื่อกลบเกลื่อนการชำระค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบถ้วน 3,916,961.75 บาท จำเลยที่ 1 ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดินและอื่นๆ เริ่มดำเนินธุรกิจแรกคือธุรกิจบ้านและที่ดินจัดสรรในนามโครงการอีแวสตันทองหล่อ 25 ประกอบไปด้วยบ้านและที่ดิน 23 หน่วย ปัจจุบันได้จำหน่ายหมดแล้ว คงเหลือภาระรับประกันความชำรุดบกพร่องเป็นเวลา 1 ปี กับการให้บริการหลังการขายเป็นเวลา 2 ปี นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินซึ่งเป็นที่ดินสำหรับลูกค้าในโครงการได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันหลังเสร็จสิ้นโครงการ ปัจจุบันจำเลยที่ 1 กำลังหาที่ดินที่เหมาะสมกับศักยภาพที่จะทำธุรกิจต่อไปตามวัตถุประสงค์ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาเฉพาะเพื่อดำเนินโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 เพียงโครงการเดียวดังที่โจทก์ทั้งสามอ้างการเลิกบริษัทย่อมกระทบกระเทือนต่อผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ที่ไม่ใช่จำเลย หากโจทก์ทั้งสามประสงค์จะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อให้มีมติพิเศษตามกฎหมายเท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้มีผลกำไรจำนวน 57,966,000 บาท ตามฟ้อง การแบ่งเงินทุนและผลกำไรจะดำเนินการได้ต่อเมื่อมีการชำระบัญชีเสร็จสิ้น และการชำระบัญชีดำเนินการได้ต่อเมื่อมีการเลิกบริษัทแล้ว ผลกำไรที่โจทก์ทั้งสามขอแบ่งเป็นจำนวนที่ไม่แน่นอน ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกบริษัทลิฟวิ่ง เอเชีย จำกัด จำเลยที่ 1 และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชี คำขออื่นของโจทก์ทั้งสามนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม
จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ให้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสาม 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสี่ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการก่อสร้างและอื่น ๆ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.3 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ในช่วงแรกที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2ประสงค์จะทำธุรกิจจัดสรรที่ดินและบ้านพักอาศัยร่วมกันและได้ไปดูที่ดินแลสิ่งปลูกสร้า 26 แปลง โดยเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ 22 แปลง กับที่ดินเปล่า 4 แปลง ซึ่งประกาศขายบริเวณซอยพร้อมพรรค แล้วตกลงกันซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนำมาพัฒนาเพื่อขายใช้ชื่อโครงการว่า “อีแวนสตันทองหล่อ 25” โดยโจทก์ที่ 1 ลงทุนร้อยละ30 จำเลยที่ 2 ลงทุนร้อยละ 70 และได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 แล้วใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ในการขอสินเชื่อกับธนาคาร โจทก์ที่ 1 ได้นำโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นพี่น้องกับโจทก์ที่ 1 มาเป็นผู้ถือหุ้นในส่วนของโจทก์ที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 นำจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นพี่น้องของจำเลยที่ 2 นายสิทธิชัย อิ่มใจ ทนายจำเลยที่ 2 และนายธีรยุทธ กองแก้ว ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มาเป็นผู้ถือหุ้น จากนั้นโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตกลงให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 แต่ในความเป็นจริงจำเลยที่ 2 ร่วมกับโจทก์ที่ 1 ดำเนินการบริหารโครงการดังกล่าว ตามบันทึกการประชุมเอกสารหมาย จ.6 และได้มีการจักตั้งคณะบุคคลรวม 10 คณะบุคคล เพื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดนให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและคณะบุคคลคนละ 2 แปลง ส่วนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีก 2 แปลง และที่ดินเปล่าตกลงกันให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ต่อมาโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 เห็นว่าควรนำที่ดินที่เป็นส่วนกลางและมีเนื้อที่เพียงพอมาปลูกบ้านอีก 1 ทำให้โครงการ “อีแวนสตันทองหล่อ 25” มีบ้านที่จะขาย 23 หลัง โดยเริ่มขายประมาณกลางปี 2547 และขายเสร็จสิ้นเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2549 ต่อมาฝ่ายโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 และมีการฟ้องร้องกันหลายคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา จำเลยที่ 3 ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลิฟวิ่ง เอเชีย เจริญกรุง จำกัด ส่วนฝ่ายโจทก์ก็ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเซ็นทรัล แอสเซ็ท จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งที่ดินและบ้านพักอาศัยจำหน่ายเช่นเดียวกับวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.34 และ จ.36
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกว่าการก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงว่าก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินเฉพาะโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้เลิกบริษัทหรือไม่ และหาดมีข้อตกลงดังกล่าวมีผลตามกฎหมายหรือไม่เห็นว่า แม้ไม่ปรากฏหลักฐานใดว่านอกจากการจัดสรรขายที่ดินและบ้านพักอาศัยในโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 แล้ว จำเลยที่ 1 ยังดำเนินโครงการหรือกิจการอื่นใดอีก แต่เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและทางสืบของโจทก์ทั้งสามประกอบหนังสือรับรองของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.3 แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจัดทำโครงการจัดสรรที่ดินและบ้านพักอาศัยเพื่อจำหน่ายโดยวางแผนจัดทำโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 ด้วยการปลูกสร้างบ้านจำนวน 23 หลัง โดยเริ่มแรกโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความคิดร่วมกันที่ทำธุรกิจจัดสรรที่ดินและบ้านพักอาศัยจึงไปดูที่ดินที่ประกาศขายบริเวณซอยพร้อมพรรค ซึ่งมีการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยที่ยังไม่แล้วเสร็จ แต่เจ้าของเดิมมีปัญหาทางการเงินจึงได้ประกาศขาย โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงตกลงกันที่จะนำมาพัฒนาเพื่อขายและทำสัญญาจะซื้อจะขายกับเจ้าของที่ดินในราคา 82,000,000 บาท โดยใช้ชื่อบริษัทวนาแลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เป็นผู้จะซื้อไปก่อน มีการจัดตั้งคณะบุคคล 10 คณะบุคคลเพื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเมื่อได้มีการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 แล้วก็ได้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการดังกล่าวไปขอรับสินเชื่อกับธนาคารในนามของจำเลยที่ 1 อีกทั้งตามบันทึกการประชุมเอกสารหมาย จ.6 ก็ปรากฏเพียงว่ามีการประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการพิพาทเพียงโครงการเดียว ต่อมาเมื่อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการพิพาทขายเสร็จสิ้นแล้ว เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายโจทก์ทั้งสามกับฝ่ายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ทั้งสามจึงมีหน้าที่หนังสือแจ้งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตามหนังสือขอแจ้งให้เลิกกิจการชำระบัญชี และแบ่งผลกำไร และใบตอบรับเอกสารหมาย จ.40 ถึง จ.45 จำเลยที่ 1 ขึงได้มีการประชุมเพื่อพิจาณาการหาที่ดินเพื่อดำเนินกิจการโครงการใหม่หลังจากเสร็จสิ้นโครงการพิพาทนานถึง 5 เดือน ตามสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 5 มียาคม 2550 เอกสารหมาย จ.45 วาระที่ 6 พิจารณาเรื่องเลิกบริษัท ซึ่งมีเนื้อความสรุปว่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องที่นางสาวยุวลักษณ์ คณะเจริญ กับพวก ผู้ถือหุ้นของบริษัทฟ้องขอให้เลิกและชำระบัญชีบริษัทโดยอ้างว่าเป็นบริษัทก่อตั้งเพื่อดำเนินโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 ปัจจุบันได้ดำเนินการสำเร็จตามเจตนารมณ์แล้ว จึงให้ที่ประชุมพิจารณา ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วมีสติให้บริษัทดำเนินธุรกิจต่อไปโดยจัดหาที่ดินที่เหมาะสมกับศักยภาพของบริษัทเพื่อทำโครงการหรือร่วมลงทุนในบริษัทอื่นเพื่อทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อไปซึ่งเห็นได้ว่ามติของที่ประชุมเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่อไปของจำเลยที่ 1 มีลักษณะเลื่อนลอย หากโจทก์ทั้งสามไม่ดำเนินคดีฟ้องขอให้เลิกบริษัทก็ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 จำดำเนินกิจการต่อไปอีกหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งขึ้นเฉพาะเพื่อดำเนินกิจการโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 เท่านั้นเมื่อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในโครงการดังกล่าวได้ขายแก่ลูกค้าเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1236 (3) ที่ศาลทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อต่อไปว่าการที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงบุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชี เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การที่ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีโดยอ้างเหตุความขัดแย้งระหว่างกรรมการหรือผู้ถือหุ้นนั้นไม่เป็นความจริงเพราะขณะโจทก์ทั้งสามฟ้องคดี กรรมการจำเลยที่ 1 ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 นายบุญมี วงษ์ขำ และนายเชิด มูลทองคำ ไม่มีความขัดแย้งกัน ส่วนความขัดแย้งระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนมิใช่เงื่อนไขที่ศาลจะตั้งบุคคลภายนอกเป็นผู้ชำระบัญชี เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1251 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กรรมการของบริษัทเป็นผู้ชำระบัญชี เว้นแต่ข้อสัญญาหรือข้อบังคัลจะมีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น และวรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าไม่มีผู้ชำระบัญชีและเมื่อพนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 แต่ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่อาจร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีตามมาตรา 1251 วรรคสอง และการที่โจทก์ทั้งสามไม่มีความไว้วางใจจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ชำระบัญชีเพราะปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1ได้ขายที่ดินและบ้านในโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เกิดความขัดแย้งกันและมีความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันดังปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 เริ่มมีความขัดแย้งในการบริหาร เช่น ปฏิเสธการชำระหนี้กับเจ้าหนี้การค้าบางรายการโดยไม่มีเหตุผล และขัดแย้งกันขึ้นขนาดจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ 1 ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.33 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังได้ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตั้งบริษัทลิฟวิ่ง เอเชีย เจริญกรุง จำกัด เพื่อทำธุรกิจประเภทเดียวกับโครงการอีแวนสตันทองหล่อ 25 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.34 เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในกลุ่มพยานปลดโจทก์ที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 เนื่องจากพฤติการณ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่น่าไว้วางใจ จึงมีเหตุที่โจทก์ทั้งสามไม่ไว้วางใจจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวเป็นผู้ชำระบัญชี ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตามคำขอของโจทก์ทั้งสาม ศาลย่อมใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือได้ว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และไม่เป็นการพิพากษาหรือคำสั่งเกินคำขอ อันต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ชำระบัญชีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อสุดท้ายว่ามีเหตุสมควรให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ทั้งสามตามทุนทรัพย์โจทก์ชนะคดีมิใช่ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือบางส่วนนั้น เป็นดุลยพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ดังนั้น เมื่อไม่นอกเหนือไปจากบทบัญญัติกฎหมายก็ไม่มีเหตุที่จะต้องแก้ไข ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบและตรวจสอบสถานะสมาชิกก่อนใช้งานข้อมูลเพิ่มเติม
ไฟล์แนบ
ข้อมูลเอกสารยังอ่านได้จากส่วนรายละเอียดด้านบน