ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ สัปดาห์ที่9 วิชาสัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคค่ำ) อ.ทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์ 15 ม.ค 62 สมัยที่71

วิชาสัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคค่ำ) อ.ทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์ 15 ม.ค 62 สมัยที่71

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.แพ่ง ภาคอุทธรณ์ ฎีกา (ม. 223 - 252)
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นฎีกาห้องบรรยายเนติฯ สัปดาห์ที่9 วิชาสัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคค่ำ) อ.ทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์ 15 ม.ค 62 สมัยที่71
เผยแพร่/ปรับปรุง18/01/2019 / 19/01/2019

รายละเอียดเบื้องต้น

ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ สัปดาห์ที่9 วิชาสัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคค่ำ) สมัยที่71

อ.ทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์ 15 ม.ค 62 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3498/2551 คำฟ้องอุทธรณ์ที่ระบุว่าจำเลยทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่มีเพียงจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว ส่วนทนายความจำเลยทั้งสองลงชื่อมาในช่องเป็นผู้เรียง/พิมพ์ เท่านั้น จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้อุทธรณ์เพียงผู้เดียว
จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกา เพราะฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7
จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ซื้อที่ดินจาก ป. โดยจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมให้โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้อย่างเป็นทางภาระจำยอม แม้ข้อตกลงจะมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเพียงทำให้การได้มาไม่บริบูรณ์และไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกได้เท่านั้น แต่ระหว่างคู่กรณียังคงบังคับกันได้ในฐานะบุคคลสิทธิ จำเลยทั้งสองจึงต้องเปิดทางภาระจำยอมและจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ต้องรื้อถอนประตูเหล็กและใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3028/2545 แม้จำเลยทั้งห้าจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของนางเป๋าหรือไม่ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของนางเป๋า จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5084/2556***  จำเลยว่าจ้างโจทก์ ก่อสร้างอาคารร้านในราคา 1,350,000 บาท ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันในวันทำสัญญาจำเลยได้ชำระค่าจ้างบางส่วนเป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ส่วนที่เหลืออีก 1,150,000 บาท จำเลยตกลงแบ่งชำระเป็น 6 งวดต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้สัญญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 โดยกำหนดค่าแห่งการงานที่โจทก์ได้กระทำไปแล้วมีมูลค่าเป็นเงินจำนวน 850,000 บาท โจทก์ไม่คัดค้านดังนั้นการที่จำเลยจะต้องใช้เงินแก่โจทก์หรือไม่เพียงใดจึงต้องนำเงินที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์ไปบ้างแล้วทั้งหมดว่ามีจำนวนเพียงใดมาทำการหักกลบลบหนี้ การที่ศาลชั้นต้นเพียงนำค่าจ้างงวดที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่จำเลยชำระให้เกิดโจทก์มารวมคำนวณเป็นเงินจำนวน 747,500 บาทแล้วนำมาหักออกจากมูลค่าแห่งการงานจำนวน 850,000 บาท โดยไม่ได้นำเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยได้ชำระในวันทำสัญญามาหักออกด้วยจึงไม่ถูกต้องจำเลยยอมอุทธรณ์ในข้อนี้ได้แม้จะขาดนัดยื่นคำให้การเพราะเป็นการอุทธรณ์ในข้อที่โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้องและนำสืบฝ่ายเดียว มิใช่เป็นเรื่องนอกประเด็น ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำเงินจำนวน 200,000 บาท ที่จำเลยได้ชำระในวันทำสัญญามารวมคำนวณกับค่าจ้างงวดที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นเงิน 947,50 0 บาท เมื่อทำการหักกลบลบหนี้กับมูลค่าแห่งการงานจำนวน 850,000 บาทไม่มีกรณีที่จำเลยจะต้องใช้เงินแก่โจทก์อีก จึงชอบแล้ว

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7139/2538 แม้จำเลยไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นทนายความของจำเลยแต่โดยเหตุที่โจทก์ได้ทำงานให้จำเลย และจำเลยยอมรับเอาผลงานดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ตนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับสินจ้างตามผลแห่งการงานที่ได้กระทำไปแล้ว ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดให้ได้ตามสมควร
แม้จำเลยได้ยกปัญหาเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในคำให้การแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความ ครั้นโจทก์อุทธรณ์ จำเลยก็ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องอายุความขึ้นตั้งประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอย่างอื่นนอกจากค่าขึ้นศาลและค่าทนายความในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้ครบถ้วน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6248/2555 จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โดยมิได้แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัย เพราะไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ยกประเด็นเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ และโจทก์ฎีกาปัญหาข้อนี้มา โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่
จำเลยย่อมทราบดีว่าการขายทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท บ. ให้แก่บุคคลอื่น จะทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่อาจบังคับเอาทรัพย์สินของบริษัท บ. มาชำระหนี้ได้ เป็นการจงใจทำโดยผิดกฎหมาย โจทก์ย่อมเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว การกระทำผิดกฎหมายดังนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 422 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้ผิดคือได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ การกำหนดจำนวนค่าเสียหายศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 400,000 บาท และโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 206 เมื่อฟังว่า การโอนทรัพย์สินของจำเลยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นการกระทำละเมิดจำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันดังกล่าวตามฟ้องด้วย

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1082/2543 ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และขณะเกิดเหตุได้ปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างหรือตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 หรือไม่เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวการ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดในฐานะดังกล่าวโดยโจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ตั้งเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1ในชั้นอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยก็เป็นเรื่องนอกประเด็น ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2546 คำร้องขอให้บังคับจำนองของผู้ร้องซึ่งเป็นคำฟ้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละเท่าใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มไว้ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ร้องมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็มีสิทธิยกขึ้นอ้าง ซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคสอง อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 226(2) และถึงแม้ว่าผู้ร้องจะอุทธรณ์ในเรื่องค่าขึ้นศาลเพียงอย่างเดียวแต่ก็เป็นการอุทธรณ์โดยยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามผู้ร้องอุทธรณ์ตามที่มาตรา 168บัญญัติไว้
ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองจำเลยนั่นเอง ตามตาราง 1 ข้อ 1(ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ระบุไว้ว่า ให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ต่อเมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีจึงให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 แต่คดีนี้จำเลยผู้จำนองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 1(ค) ในอัตราร้อยละ 1ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แม้โจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านก็ถือว่าเป็นเพียงการโต้แย้งในชั้นบังคับคดีของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าคำคัดค้านของโจทก์เป็นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามความหมายของตาราง 1 ข้อ 1(ค)

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 5746/2559*** ป.พ.พ.มาตรา 572 วรรคสองบัญญัติให้สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ หมายถึงผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่ายสัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

เมื่อขณะคู่สัญญาเช่าซื้อทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีกรรมการของบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อโดยไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทซึ่งไม่มีผลสมบูรณ์เป็นลายมือชื่อของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้นสัญญาจึงเป็นโมฆะ แม้ต่อมาโจทก์จะได้ยอมรับเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อด้วยการใช้ตราประทับในชื่อใหม่ของโจทก์มาประทับในสัญญาเช่าซื้อก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ลงชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลย อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นโมฆะกลับกลายเป็นสัญญาเช่าซื้อที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายได้ เพราะโมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 172 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะจำเลยย่อมไม่มีเหตุจะยึดถือครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยไม่มีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย จำเลยต้องคืน ทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งตามมาตรา 172 วรรคสองซึ่งบัญญัติว่าในกรณีที่ต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าในขณะทำสัญญาทั้งโจทก์และจำเลยทราบว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ในขณะทำสัญญา โจทก์จึงรับเงินเป็นค่าเช่าซื้อและจำเลยรับทรัพย์ที่เช่าซื้อไว้โดยสุจริต โจทก์จำต้องคืนเงินให้จำเลยเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามมาตรา 412 และจำเลยจำต้องคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อเพียงตามสภาพที่เป็นอยู่และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลาย แต่เมื่อจำเลยชำระเงินให้โจทก์เพียงบางส่วนไม่คุ้มกับเงินที่โจทก์ลงทุน จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่เหลือเงินที่จะคืนแก่จำเลยในขณะเรียกคืน ส่วนจำเลยต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7601/2560 หาไม่พบ*

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2099/2552 ในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนาย ส. อยู่เนื่องจากโจทก์กับนาย ส. สมรู้ร่วมกันแสดงเจตนาลวงว่าทำการซื้อขายกัน เพื่อเป็นข้ออ้างของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเรียกค่าเสียหายนิติกรรมระหว่างโจทก์กับนาย ส. จึงเป็นโมฆะ ตามคำให้การจำเลยดังกล่าวมิได้มีประเด็นพิพาทว่า โจทก์ซื้อที่ดินแทนบริษัท จ. จำกัดแต่อย่างใด ดังนั้น แม้หากจะปรากฏว่ามีการยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ศาลชั้นต้นดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องนอกประเด็นตามคำให้การของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่าประเด็นที่จำเลยหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกากล่าวอ้างมานั้น เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งนั้นจะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละปัญหากรณีๆ ไป หาใช่ว่าเมื่อเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งแล้ว จะต้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนทุกกรณีไม่ คดีนี้การที่จำเลยหยิบยกปัญหาว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เองหรือซื้อแทนบริษัท จ. จำกัด ขึ้นในชั้นอุทธรณ์เพื่อตั้งประเด็นข้อต่อสู้ว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิได้เป็นของโจทก์อีกทั้งบริษัท จ. จำกัด ผู้ซื้อมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น แม้จะเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องก็ตาม แต่ก็หาใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 355/2559 การที่โจทก์มอบเงินจำนวน 700,000 บาท ให้ น. นำไปใช้ในลักษณะวิ่งเต้นต่อเจ้าพนักงานหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือบุตรชายของโจทก์ให้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือด้วยวิธีการมิชอบ ถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครสอบรายอื่น ๆ มีผลก่อให้เกิดการสอบคัดเลือกที่ไม่เป็นธรรมโปร่งใส แม้โจทก์จะไม่ทราบว่า น. เอาเงินไปติดต่อกับเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่คนใดก็ดี หรือ น. เป็นคนเชื้อเชิญจนโจทก์หลงเชื่อให้เงินไปก็ดี โจทก์ก็มีส่วนสมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำของ น. ทั้งสิ้น เมื่อ น. ไม่สามารถนำบุตรชายโจทก์เข้าศึกษาได้ โจทก์เรียกเงินคืนโดย น. ทำสัญญากู้เงินตกลงชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนโจทก์ ถือว่า น. ไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องการให้ น. คืนเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการวิ่งเต้นนำบุตรของโจทก์เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนทหารช่างฝีมือนั่นเอง วัตถุประสงค์ของการทำสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่สั่งจ่ายเพื่อชำระเงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ส่วนประเด็นว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะไม่ได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งจำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 225 วรรคสอง
 

คำพิพากษาฎีกาที่ 2551/2559 หาไม่พบ*

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 794/2557 ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 บัญญัติว่า "บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่า บำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำ สัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อ สัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือ จัดการนั้น..." 

      แสดงให้เห็นว่าสัญญานายหน้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการ ตกลงกันระหว่างบุคคลที่ประสงค์จะทำสัญญากับบุคคลที่จะทำหน้าที่ ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาที่เรียกว่านายหน้า 

***********

 โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตาม โฉนดที่ดินเลขที่ 164726 ถึง 164729 และเลขที่ 1324 ต่อมาได้ จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงินผู้รับจำนอง โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อคืนหรือหาบุคคลอื่นไปซื้อคืนได้ ในเวลาที่กำหนด ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลง ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 11544 และเลขที่ 226887 ถึงเลขที่ 226890 ตามลำดับ โดยที่ดินทั้งสิบแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่ติดต่อเป็น แปลงเดียวกันรวม 18 ไร่เศษ เมื่อประมาณต้นปี 2550 จำเลยทั้งหก มีความประสงค์จะขายที่ดินในราคาตารางวาละ 38,000 บาท โจทก์ ทั้งสามทราบเช่นนั้นจึงติดต่อจัดหาผู้ซื้อมาเจรจากับจำเลยทั้งหกเป็น ลักษณะนายหน้าติดต่อซื้อขายที่ดินโดยมีค่าบำเหน็จ และจากการชี้ ช่องชองโจทก์ทั้งสาม เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2550 จำเลยทั้งหกได้ ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในราคา 222,003,900 บาท จำเลยทั้งหกจึงต้องจ่ายค่า บำเหน็จนายหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสามในอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่ ขายได้เป็นเงิน 6,663,417บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสามทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 6,663,417 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม
         จำเลยที่ 1และที่ 3 ถึงที่ 6 ให้การว่า ธนาคารยูโอบี จำกัด  (มหาชน) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสามเป็นนายหน้าและมิได้ตกลงจะให้ค่า บำเหน็จร้อยละ 3 ในการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งหกกับ บริษัทผู้ซื้อ จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าบำเหน็จนายหน้า ขอให้ยกฟ้อง
         จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ
         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
         โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกัน ชำระเงิน 6,663,417 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้อนไป (ฟ้องวันที่ 17 ตุลาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าฤชา ธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ รวม 200,000 บาท
         จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ต้องชำระค่านายหน้า เป็นเงิน 6,663,417 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่ โจทก์ทั้งสามตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลบังคับ จำเลยทั้งหกชำระค่าบำเหน็จจากการเป็นนายหน้า ซึ่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 บัญญัติว่า "บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่า บำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำ สัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อ สัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือ จัดการนั้น..." แสดงให้เห็นว่าสัญญานายหน้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการ ตกลงกันระหว่างบุคคลที่ประสงค์จะทำสัญญากับบุคคลที่จะทำหน้าที่ ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาที่เรียกว่านายหน้า แต่โจทก์ทั้งสามบรรยาย ฟ้องว่า"...เมื่อประมาณต้นปี 2550 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องข้อ 2 ซึ่งมีเนื้อที่รวมกัน 18 ไร่เศษ มี ความประสงค์จะขายที่ดินตามฟ้องข้อ 2 ทั้งหมดทุกแปลงในราคาตา รางวาละ 38,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบเช่นนั้นโจทก์ทั้งสามจึง ได้ทำการติดต่อจัดหาผู้ซื้อหาทำการติดต่อเจรจากับจำเลยทั้งหก ซึ่ง การทำหน้าที่จัดหาของโจทก์ทั้งสามเป็นลักษณะนายหน้าติดต่อซื้อ ขายที่ดินโดยมีคำบำเหน็จ..." โดยไม่ปรากฏในคำฟ้องเลยว่าจำเลย ทั้งหกตกลงโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้โจทก์ทั้งสามเป็นนายหน้า อันจะถือได้ว่าเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลย ทั้งหกเพื่อที่จะก่อให้เกิดสัญญานายหน้า เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ไม่บรรยายให้ปรากฏนิติสัมพันธ์ข้อตกลงต่อกันว่า จำเลยทั้งหกตกลง ให้โจทก์ทั้งสามเป็นนายหน้า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงขาดสาระสำคัญ อันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยทั้งหกต้องรับผิด และไม่เกิด ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่งที่จะนำ คดีมาฟ้องจำเลยทั้งหกต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาค่าบำเหน็จ นายหน้าจากจำเลยทั้งหกได้ เพราะศาลจะพิพากษาให้โจทก์ทั้งสาม ชนะคดีโดยไม่อาศัยคำฟ้องหาได้ไม่ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาอันเกี่ยว ด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้น วินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัย ประเด็นอื่นอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็น พ้องด้วย และเมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วมซึ่งเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึง จำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ยื่นฎีกาขึ้นมาด้วยตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247"
         พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้ง สามศาลให้เป็นพับ    

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2559 โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 33/372 บางส่วน ซึ่งเดิมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 มีเนื้อที่ 66 6 ส่วน 10 ตารางวา และมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 33/372 หลังใหญ่กับหลังเล็ก ต่อมาแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 มีเนื้อที่ 33 3 ส่วน 10 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 ก็ได้แบ่งแยกเป็นโฉนดเลขที่ 6377 มีเนื้อที่ 16 7 ส่วน 10 ตารางวา อีกแปลงหนึ่ง หลังจากแบ่งแยกโฉนดแล้ว จึงทำให้บ้านหลังใหญ่อยู่บนที่ดินทั้งสามแปลง ซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 ของโจทก์ทั้งสามจะได้กรรมสิทธิ์ในบ้านหลังเล็กและบ้านหลังใหญ่บางส่วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2547 จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 และเลขที่ 6377 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านหลังใหญ่บางส่วนจากนายไพฑูตย์ จันทรเสรีกุล และนายพิเทพ จันทรเสรีกุล ก่อนซื้อที่ดินดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้เข้าไปดูบ้านและที่ดิน และพบประกาศของโจทก์ทั้งสามที่รั้วกำแพงห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม หลังจากซื้อที่ดินทั้งสองแปลงและจำเลยทั้งสองให้ผู้อื่นเช่าบ้าน ประมาณเดือนธันวาคม 2547 ถึงเดือนมีนาคม 2548 จำเลยทั้งสองได้ปรับปรุงบ้านหลังใหญ่และย้ายเข้ามาอยู่ในเดือนธันวาคม 2548 ทำลายกำแพงกั้นเขตแดนที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 กับเลขที่ 6786 และที่ดินโฉนดเลขที่ 6377 ถอนหลักหมุดทำลายกำแพงรั้วด้านหน้าและประตูรั้วและทำขึ้นใหม่โดยใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามเป็นทางผ่านเข้าออกและยังรุกล้ำเข้ามาในบ้านหลังใหญ่และหลังเล็กส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 ของโจทก์ทั้งสาม ห้ามใช้ทางเข้าออกผ่านที่ดินและเปิดทางให้โจทก์ทั้งสามเข้าไปใช้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามและส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อย ให้ทำกำแพงรั้วคอนกรีตกั้นเขตแดนที่ดินทั้งสามแปลงให้ชัดเจน ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 และ 6377 เพื่อแบ่งแยกที่ดินพิพาทโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 เป็นค่าเช่าที่ดินปลูกบ้านปีละ 1,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นค่าเช่าบ้านบุคคลอื่น เดือนละ 3,500 บาท และแก่โจทก์ทั้งสามที่ไม่อาจนำบ้านและที่ดินออกให้เช่าได้เดือนละ 6,000 บาทนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม
         จำเลยทั้งสองให้การว่า ปัจจุบันจำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 33/372 บางส่วน โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์ทั้งสามไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 และบ้านเลขที่ 33/372 บางส่วน โจทก์ทั้งสามต้องถูกจำกัดไม่ให้รับมรดกก่อนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 และ 6377 จำเลยทั้งสองได้มาดูที่ดินและบ้านพิพาทและโทรศัพท์ติดต่อผู้ขายตามประกาศมีนางวลัยพรรณ อินทรกำแหง ผู้รับมอบอำนาจจากผู้จะขายพาดูที่ดินพร้อมบ้านและชี้แนวเขต ได้ตรวจสอบจากโฉนดที่ดินและคำพิพากษาตามยอมซึ่งที่ดินที่โจทก์ทั้งสามมีกรรมสิทธิ์คือที่ดินโฉนดเลขที่ 6377 ไม่ใช่ที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 โจทก์ทั้งสามใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตเนื่องจากโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเกี่ยวกับการแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 ในคดีหมายเลขแดงที่ 622/2545 ของศาลชั้นต้น ทั้งโจทก์ทั้งสามปล่อยเวลาเนิ่นนานจึงมาฟ้องจำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าเสียหายสูงเกินความจำเป็นตามที่โจทก์ทั้งสามเรียกร้องมาในฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ทำลายกำแพง โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องภายหลังเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสามรู้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 33/372 และดำเนินการปรับปรุงตั้งแต่ปี 2547 อันเป็นการดำเนินกำหนดเวลาใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายและหากการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามต้องฟ้องให้จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายในกำหนดเวลาที่กฎหมายให้อำนาจ ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเกินกำหนดอายุความตามกฎหมาย ฟ้องโจทก์ทั้งสามจึงขาดอายุความ ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสามเรียกนั้นสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง
         ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายไพฑูตรย์ จันทรเสรีกุล นายพิเทพ จันทรเสรีกุล และนางลาวัลย์ หรือภัสราวัลย์ ศรีสดฤษษ์ เข้ามาเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต
         จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินจากผู้มีชื่อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนสิทธิอย่างถูกต้อง หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีกเพราะเป็นการซื้อไว้เพื่อขายต่อเท่านั้น ในการซื้อขายก็ได้มอบอำนาจให้นางวลัยพรรณ อินทรกำแหง เป็นผู้ดำเนินการ จำเลยร่วมที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสาม ขอให้ยกฟ้อง
         จำเลยร่วมที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ
         ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกันสาดและพื้นที่ที่รุกล้ำ ขนาด 1.5 เมตร x 2.2 เมตร ตามแผนผังเอกสารหมาย จ.16 ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสามในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะไปว่ากล่าวกันเกี่ยวกับบ้านพิพาทที่รุกล้ำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสามเป็นพับ
         จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอของโจทก์ทั้งสามเรื่องให้จำเลยทั้งสองรื้อสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นกันสาดและพื้นที่รุกล้ำขนาด 1.50 เมตร คูณ 3.20 เมตร และสิ่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ทั้งสามให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
         จำเลยทั้งสองฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นได้ว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของนายสนอง ไชยะสนธิ กับนางทวีศรี ศรีสดฤกษ์ ส่วนจำเลยร่วมที่ 3 เป็นบุตรของนายบัว ศรีสดฤกษ์ กับนางทวีศรี ศรีสดฤกษ์ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 ตำบลลาดพร้าว (บางกะปิ) อำเภอลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 66 6 ส่วน 10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 33/372 หมู่ที่ 10 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของนายบัว ต่อมานายบัว จดทะเบียนโอนให้แก่นางทวีศรีและจำเลยร่วมที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน หลังจากนางทวีศรีถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางทวีศรีตามคำสั่งศาลได้ฟ้องจำเลยร่วมที่ 3 ขอให้ส่งมอบที่ดินเลขที่ 89166 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทวีศรี ระหว่างการพิจารณาสามารถตกลงกันได้โดยศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางทวีศรีและจำเลยร่วมที่ 3  แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเอกสารหมาย ล.2 เมื่อแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแล้วเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6786 เนื้อที่ 33 3 ส่วน 10 ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 คงเหลือเนื้อที่ 33 3 ส่วน 10 ตารางวา ต่อมาโจทก์ที่ 1 ในบานะผู้จัดการมรดกของนางทวีศรี แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 ในนามเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 6377 เนื้อที่ 16 6 ส่วน 10 ตารางวา เพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 เนื้อที่ 16 7 ส่วน 10 ตารางวา จากนั้นโจทก์ทั้งสามและจำเลยร่วมที่ 3 ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 6786 และ 6377 ตามลำดับสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวม สำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 89166 สำเนาคำขอสอบเขต สำเนาขอรับมรดก สำเนาคำขอแบ่งแยกในนามเดิม และสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 6786 และ 6377 เอกสารหมาย ล.9 ล.10 ล.13 ล.18 ล.20 และ ล.23 จากนั้นวันที่ 9 ธันวาคม 2545 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกนางทวีศรีโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสาม ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2546 จำเลยร่วมที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 ชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยร่วมที่ 1 และวันที่ 4 มิถุนายน 2547 จำเลยร่วมที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6377 โดยการขายให้แก่จำเลยร่วมที่ 2 หลังจากนั้นวันที่ 24 กันยายน 2547 จำเลยร่วมที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 โดยการขายให้จำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันนั้น จำเลยร่วมที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6377 โดยการขายให้จำเลยที่ 1 แล้วในวันนั้น จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทั้งสองแปลงจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ การที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงทำให้บ้านเลขที่ 33/372 หลังใหญ่ บางส่วนอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 และอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 ของโจทก์ทั้งสามด้วย เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 89166 และ 6786 มีประตูเข้าออกแบ่งแยกกัน ต่อมา วันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันได้รื้อประตูรั้วและกำแพงด้านหน้าของเดิมแล้วสร้างกำแพงรั้วขึ้นใหม่ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์เข้าออกทางประตูนั้นได้ ก่อนฟ้องโจทก์ที่ 1 ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินห้ามเข้าพื้นที่และออกจากบ้านพร้อมเปิดทางเข้าออกบ้านแล้วตามหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.31 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคามผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์รั้วกำแพงและประตูรั้วเดิมที่ โจทก์ทั้งสามใช้เป็นทางออกในที่ดิน ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.25 สำหรับค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระให้โจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ จำนวน 100,000 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาเนื่องจากต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาในส่วนนี้จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า ค่าเสียหายดังกล่าวมีจำนวน 100,000 บาท คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาเท่านั้น
         ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าต้องเป็นกรณีเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้นมีสิทธิกระทำการอะไรได้บ้างตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 พร้อมบ้านเลขที่ 33/372 บางส่วนที่ตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าว จึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่มีสิทธิฟ้องติดตามเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินและบ้านบางส่วนที่เป็นของโจทก์ทั้งสามจากจำเลยทั้งสองได้โดยไม่มีกำหนดอายุความ แม้ตามมาตรา 1336 จะบัญญัติข้อความตอนต้นว่าภายในบังคับแห่งกฎหมาย ก็ย่อมมีความหมายเกี่ยวกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้นที่กฎหมายบัญญัติไว้หาได้รวมถึงสิทธิของผู้ที่มีเพียงสิทธิครอบครองในมาตราอื่นๆ ด้วยไม่ ดังนั้น การฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนต้องฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่ถูกรบกวนและการฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินต้องฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่ถูกแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1374 และมาตรา 1375 ที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา ซึ่งเป็นบทบัญญัติใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น จึงนำมาใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสามที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านบางส่วนดังกล่าวไม่ได้ โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
         ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามได้รับแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยมีข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6786 นั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองอ้างเหตุนี้ไว้ในคำให้การด้วยแต่อย่างใด จึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหานี้โดยอ้างเหตุดังกล่าว และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ จึงเป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันโดยชอบในศาลอุทธรณ์เช่นกัน และที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างเหตุว่า โจทก์ทั้งสามทราบดีตั้งแต่แรกแล้วว่าการรับโอนที่ดินของโจทก์ทั้งสามไม่ได้ปฏิบัติไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้น แม้คำให้การของจำเลยทั้งสามจะให้การต่อสู้อ้างเหตุนี้ไว้ด้วยแต่ในชั้นอุทธรณ์  จำเลยทั้งสองกลับมิได้อุทธรณ์อ้างเหตุดังกล่าวในปัญหานี้ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใด จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันโดยชอบในศาลอุทธรณ์ นอกจากนี้ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2549/2551 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ล.35 คดีถึงที่สุดแล้ว ว่าการที่จำเลยทั้งสองใช้คนงานรื้อทุบทำลายกำแพงและก่อสร้างกำแพงประตูรั้วใหม่ เป็นการใช้สิทธิความเป็นเจ้าของเพื่อป้องกันรักษาทรัพย์ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งโจทก์ทั้งสามทราบดีอยู่แล้ว การนคดีมาฟ้องศาลเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้น ได้ความว่า ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จึงเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในปัญหาดังกล่าวได้ จำเลยทั้งสองย่อมสามารถหยิบยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสาม แต่จำเลยทั้งสองกลับไม่ได้อุทธรณ์ ถือว่าปัญหาดังกล่าวดังกล่าวเป็นข้อที่ไม่ได้ยกว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์เช่นกัน ดังนั้นฎีกาของจำเลยดังกล่าวข้างต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า โจทก์ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกคืนที่ดินและบ้านบางส่วนจากจำเลยทั้งสองเกิน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ให้การต่อสู้อ้างเหตุเรื่องนี้ไว้ แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองจึงฎีกาอ้างเหตุนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 แล้วว่า นำมาใช้บังคับกับกรณีของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ได้ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต ฎีกานี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
         ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิด 1 ปี หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ในคดีอาญาที่โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือในความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ เกี่ยวเนื่องกับคดีนี้ โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.25 โจทก์ทั้งสามต้องใช้สิทธิจะฟ้องในมูลละเมิดโดยมีอายุความ 1 ปี ตามเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาต้องหมายความว่า ในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีเสร็จเด็ดขาดไปแล้วก่อนที่จะมีการยื่นฟ้องคดีแพ่ง แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 ก่อนที่ศาลแขวงพระนครเหนือจะมีคำพิพากษายกฟ้องคดีอาญา เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย จ.35 อายุความจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหมายความว่าอายุความฟ้องร้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาซึ่งตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องร้องในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีสะดุดหยุดลง และในกรณีคดีนี้จะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ตามวรรคสามและวรรคสี่ดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดก่อนที่ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง อายุความฟ้องร้องคดีแพ่งจึงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง มิใช่วรรคสี่ ที่ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน.
         พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 2,281 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ