ฎีกาเด่น ห้องบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ) วิ.แพ่ง 1 อ. สมชัย ทีฆาอุตมากร 8 มค 62 สัปดาห์ที่ 8 สมัยที่71
ฎีกาเด่น ห้องบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ) วิ.แพ่ง 1 อ. สมชัย ทีฆาอุตมากร 8 มค 62 สัปดาห์ที่ 8 สมัยที่71
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
| หมวดหมู่ | รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.แพ่ง ภาคทั่วไป (ม. 1 - 169) |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | ฎีกาเด่น ห้องบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ) วิ.แพ่ง 1 อ. สมชัย ทีฆาอุตมากร 8 มค 62 สัปดาห์ที่ 8 สมัยที่71 |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 10/01/2019 / 10/01/2019 |
รายละเอียดเบื้องต้น
ฎีกาเด่น ห้องบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ) วิ.แพ่ง 1 สมัยที่71
อ. สมชัย ทีฆาอุตมากร 8 มค 62 สัปดาห์ที่ 8
อาจารย์เริ่มบรรยายภาพรวม มาตรา ฎีกาที่สำคัญ เน้นๆ ยังไม่ออกสอบ และน่าออกสอบ*
คำสั่งศาลอุทธรณ์
คำสั่งศาลฎีกาที่ ครพ. 116/2561 (ประชุมใหญ่) อ.เน้น น่าสนใจนำมาออกสอบได้* ฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ซึ่งคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 156/1 วรรคสี่ ซึ่งเป็นบทมาตราที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อาจขออนุญาตฎีกาได้ ตามมาตรา 247
ปัญหาข้อเท็จจริง-ปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773/2559 (ประชุมใหญ่) อ.เน้น น่าสนใจ โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งสามครอบครองและแจ้งขอได้สิทธิในที่ดิน ไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ และโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสามไปดำเนินการเพิกถอนคำขอออกโฉนดที่สาธารณะ ทั้งรื้อถอนป้ายประกาศที่สาธารณะออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสาม (จำเลยเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลที่ดินสาธารณะประโยชน์) จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ปัญหาในเรื่องอำนาจฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาจากคำบรรยายฟ้องของโจทก์ทั้งสามแล้วเห็นว่า โจทก์ทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทและปี 2498 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับแล้ว การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบในทำนองว่าโจทก์ทั้งสามได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากบิดามารดาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นซึ่งไม่อาจรับฟังได้ โจทย์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสามฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนนี้ว่า การนำสืบของโจทก์ทั้งสามเป็นการนำสืบอธิบายรายละเอียดของความเป็นมาในการครอบครองที่ดินพิพาทตามฟ้อง จึงไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งปัญหาว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 นายดาบและโจทก์ที่ 3 ได้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายแช่มและนางปลั่ง ผู้เป็นบิดามารดาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับจึงเป็นการนำสืบตามคำฟ้อง ไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็นตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับฟังการนำสืบของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวแล้วตัดฟ้องว่าโจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องรับไว้พิจารณา
อาจารย์เริ่มบรรยายมาตรา 142 (ออกสอบแล้ว)
มาตรา 142 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่
(1) ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้
(2) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้
(3) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้
(4) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายอันต่อเนื่องคำนวณถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหายเช่นว่านี้จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้
(5) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้
(6) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1974/2552 (ออกสอบแล้ว) ประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ เป็นข้อสำคัญ มิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะได้เบิกความถึงว่า มีการเสนอว่าจะให้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้มีการเสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวเสียแล้ว ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์และกำหนดค่าทดแทนเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
กรณีที่ประสงค์จะวางสาธารณูปโภคผ่านที่ดินข้างเคียง เป็นหน้าที่ของผู้ที่จะวางสาธารณูปโภคที่ต้องเสนอค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินข้างเคียงเสียก่อน จึงจะมีอำนาจฟ้องขอวางสาธารณูปโภคผ่านที่ดินนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 และเจ้าของที่ดินข้างเคียงนั้นมีสิทธิได้ค่าทดแทนตามความในมาตราดังกล่าวแล้ว แม้ไม่ได้ฟ้องแย้งมาในคำให้การด้วย ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าทดแทนให้ได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาฎีกาที่ 3453/2560 (เล่ม 3 หน้า 47) อ.เน้น **** ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1352 บัญญัติว่า ... ถ้าเจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนตามสมควรแล้ว ต้องยอมให้ผู้อื่นวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้า หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินของตนเพื่อประโยชน์ก่ที่ดินติดต่อ ซึ่งถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็ไม่มีทางจะวางได้ หรือถ้าจะวางได้ก็เปลืองเงินมากเกินควร ... ตามบทบัญญัติดังกล่าว การใช้สิทธิวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันในที่ดินของผู้อื่น ผู้ที่จะวางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ หรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันจะต้องยอมจ่ายค่าทดแทนตามสมควรให้แก่เจ้าของที่ดินเสียก่อน จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ที่จะวางสายไฟฟ้า เสาไฟฟ้า วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายโทรศัพท์หรือสิ่งอื่นที่คล้ายกันที่จะต้องบอกกล่าวเสนอจำนวนค่าทดแทนให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทราบก่อน มิฉะนั้น โจทก์ทั้งสองก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ทั้งสองดำเนินการดังกล่าวได้
ป.พ.พ. มาตรา 1352 บัญญัติให้ผู้มีสิทธิวางสายไฟฟ้า เสาไฟฟ้า วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายโทรศัพท์หรือสิ่งอื่นใดที่คล้ายกันต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินติดต่อกัน แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนมาด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองเสนอให้ค่าทดแทนแก่จำเลยทั้งสองปีละ 3,000 บาท ตามหนังสือขอเสนอค่าทดแทน และจำเลยทั้งสองนำสืบโต้แย้งว่าน้อยเกินไป ศาลย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดให้ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิจะได้รับค่าทดแทนตามสมควรเพียงใด มิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ....
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4952/2560 คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดีเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหน อย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัย และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ
-------------
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนายปิยะรัตน์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 78 - 3855 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายวิโรจน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 9 ธันวาคม 2554 สิ้นสุดวันที่ 9 ธันวาคม 2555 จำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกกรณีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยเฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวน 300,000 บาท ต่อคน ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย 10 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 เวลากลางวัน นายรุ่งศักดิ์ ขับรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยรับประกันภัยลากจูงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 81 - 7129 สมุทรสาคร ทับนายปิยะรัตน์ถึงแก่ความตายที่บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลธรรมศาลา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐมฟ้องนายรุ่งศักดิ์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ นายรุ่งศักดิ์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่านายรุ่งศักดิ์มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีถึงที่สุดตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 4908/2556 วันที่ 9 มีนาคม 2556 โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากนายรุ่งศักดิ์กับพวกเป็นเงิน 120,000 บาท
คดีเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดโดยยกขึ้นวินิจฉัยด้วย เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจึงต้องให้ได้ความว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งพร้อมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ หากจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายยื่นคำให้การต่อสู้คดียังเห็นว่าคำฟ้องบกพร่องตรงไหนอย่างไร ก็จะต้องให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ว่าคำฟ้องนั้นเคลือบคลุม ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยและมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าผู้ขับรถยนต์บรรทุกมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของผู้ขับรถยนต์บรรทุก คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องเคลือบคลุมนั่นเอง แต่ปัญหาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ หากแต่จำเลยจะต้องยกขึ้นต่อสู้โดยชัดแจ้งเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ ซึ่งคดีนี้จำเลยก็ไม่ได้ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกขึ้นวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่านายวิโรจน์ ผู้เอาประกันภัยรถยนต์บรรทุกต้องร่วมรับผิดกับนายรุ่งศักดิ์ จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายอีกต่อไป และเมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย
พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 28 ตุลาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9740/2558 ผู้ร้องสอดเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาภายหลังฟ้อง และร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อันเป็นไปเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตน โดยไม่ได้ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น คำขอบังคับของผู้ร้องสอดเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด และห้ามโจทก์กับจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด เท่ากับเป็นการตั้งประเด็นฟ้องทั้งโจทก์และจำเลย และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง คดีร้องสอดคดีนี้จึงเสมือนหนึ่งว่าผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีใหม่และเป็นอีกคดีหนึ่งแยกกันได้กับคดีเดิม อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การแก้ร้องสอดได้ ผู้ร้องสอดจะยกข้อต่อสู้ที่เป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีเดิมมาเป็นข้อต่อสู้ของตนในคดีร้องสอดและฟ้องแย้งนี้ไม่ได้
ขณะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้จำเลยและผู้ร้องสอดทราบแล้วว่า โจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินเนื่องจากจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2555 แต่จำเลยไม่ยอมมาโอนตามสัญญา เจ้าพนักงานที่ดินได้รับคำขออายัดมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2555 และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 จำเลยและผู้ร้องสอดรับทราบและยืนยันให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้ หากเกิดความเสียหายใดๆ ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าเงื่อนไขที่โจทก์ขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง แล้ว
ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เพื่อขอให้มีคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด กับห้ามโจทก์และจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด และที่โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้งในคดีร้องสอด ก็เป็นไปเพื่อเพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันเป็นการเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดและการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท ที่มีผลให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลย แล้วโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้องอีกทอดหนึ่ง ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดจึงไม่ใช่พิพาทกันด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือของผู้ร้องสอด คดีร้องสอดและฟ้องแย้งคดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเรื่องละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) (2) (ก).
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 794/2557 คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยทั้งหก เป็นเจ้าของที่ดินมีเนื้อที่ 16 ไร่เศษ จำเลยทั้งหกมีความประสงค์จะขายที่ดินทั้งหมดทุกแปลงในราคาตารางวาละ 38,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบเช่นนั้นจึงได้ทำการติดต่อจัดการหาผู้ซื้อมาทำการติดต่อเจรจากับจำเลยทั้งหก จนกระทั่งจำเลยทั้งหกสามารถขายที่ดินให้แก่ผู้ซื้อที่โจทก์ทั้งสามแนะนำมาได้ จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่จะต้องจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินจำนวนอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดิน เป็นเงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษ จำเลยทั้งหกก็ต่อสู้ว่าไม่ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นนายหน้าขอให้ศาลพิพากษาให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทั้งหกชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงินจำนวนหกล้านบาทเศษตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยทั้งหกฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกจะต้องชำระค่านายหน้าเป็นเงินจำนวน 6,663,417 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสามตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งหกชำระค่าบำเหน็จจากการเป็นนายหน้า ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 บัญญัติว่า “บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้า เพื่อที่ ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่า บุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จ เนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น” แสดงให้เห็นว่าสัญญานายหน้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการตกลงกันระหว่างบุคคลที่ประสงค์จะทำสัญญากับบุคคลที่จะทำหน้าที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาที่เรียกว่านายหน้า แต่โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องว่า “เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2550 จำเลยทั้งหก ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องข้อ 2. ซึ่งมีเนื้อที่รวม 18 ไร่เศษ มีความประสงค์จะขายที่ดินตามฟ้อง ข้อ 2. ทั้งหมดทุกแปลงในราคาตารางวาละ 38,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบเช่นนั้น โจทก์ทั้งสามจึงได้ทำการติดต่อจัดหาผู้ซื้อมาทำการติดต่อเจรจากับจำเลยทั้งหก ซึ่งการทำหน้าที่จัดหาของโจทก์ทั้งสามมีลักษณะเป็นนายหน้าติดต่อซื้อขายที่ดินโดยมีค่าบำเหน็จ “ โดยไม่ปรากฏในคำฟ้องเลยว่าจำเลยทั้งหกตกลงโดยชัดแจ้งหรือปริยายให้โจทก์ทั้งสามเป็นนายหน้า อันจะถือได้ว่าเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งหกเพื่อที่จะก่อให้เกิดสัญญานายหน้า เมื่อคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามไม่บรรยายให้ปรากฏนิติสัมพันธ์ข้อตกลงต่อกันว่า จำเลยทั้งหกตกลงให้โจทก์ทั้งสามเป็นนายหน้า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยทั้งหกต้องรับผิด และไม่เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามกฏหมายแพ่งที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งหกต่อศาลได้ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55 โจทก์ทั้งสามจึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาค่าบำเหน็จนายหน้าจากจำเลยทั้งหกได้ เพราะศาลจะพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามชนะคดีโดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 .... พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม (อ่านต่อ...)