ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ ภาคทบทวน วิแพ่ง อ.ประเสริฐฯ วันอาทติย์ ที่ 6 ม.ค 62 สมัยที่71
ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ ภาคทบทวน อ.ประเสริฐฯ วันอาทติย์ ที่ 6 ม.ค 62 สมัยที่71
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
| หมวดหมู่ | รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.แพ่ง ภาคทั่วไป (ม. 1 - 169) |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ ภาคทบทวน อ.ประเสริฐฯ วันอาทติย์ ที่ 6 ม.ค 62 สมัยที่71 |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 07/01/2019 / 07/01/2019 |
รายละเอียดเบื้องต้น
ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ ภาคทบทวน สมัยที่71
วิ.แพ่ง อ.ประเสริฐฯ วัน อาทติย์ ที่ 6 ม.ค 2562
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5598/2551 การที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจตามที่บรรยายในคำฟ้องจากชื่อ "นายธีรพงษ์" เป็น "นายชีระพงษ์" เป็นเพียงการขอแก้ไขชื่อกรรมการผู้มีอำนาจให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งสามารถกระทำได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องให้จำเลยมีโอกาสคัดค้าน และไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบล่วงหน้าตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) และมาตรา 181 (1) ส่วนกรณีที่โจทก์ขอแก้ไขชื่อ "นายธีระพงษ์" ตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจเป็น "นายชีระพงษ์" นั้นหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการยื่นคำฟ้อง มิใช่คำฟ้องที่โจทก์จะขอแก้ไขได้
การที่โจทก์นำสืบว่าหนังสือมอบอำนาจพิมพ์ชื่อผิดโดยอักษรตัวแรกของชื่อแทนที่จะเป็น "ช" กลับพิมพ์เป็น "ธ" มิใช่การนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารแต่เป็นการนำสืบอธิบายความเป็นมาของหนังสือมอบอำนาจเพื่อยืนยันคำฟ้องที่แก้ไขแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 5746/2559 ป.พ.พ.มาตรา 572 วรรคสองบัญญัติให้สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ หมายถึงผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่ายสัญญาเช่าซื้อจึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
เมื่อขณะคู่สัญญาเช่าซื้อทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญาเช่าซื้อโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อมีกรรมการของบริษัทโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อโดยไม่มีการประทับตราสำคัญของบริษัทซึ่งไม่มีผลสมบูรณ์เป็นลายมือชื่อของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้นสัญญาจึงเป็นโมฆะ แม้ต่อมาโจทก์จะได้ยอมรับเข้าถือเอาประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อด้วยการใช้ตราประทับในชื่อใหม่ของโจทก์มาประทับในสัญญาเช่าซื้อก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ลงชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลย อันจะทำให้สัญญาเช่าซื้อซึ่งเป็นโมฆะกลับกลายเป็นสัญญาเช่าซื้อที่มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายได้ เพราะโมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันได้ตามมาตรา 172 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะจำเลยย่อมไม่มีเหตุจะยึดถือครอบครองและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยไม่มีมูลอันจะอ้างตามกฎหมาย จำเลยต้องคืน ทรัพย์สินที่เช่าซื้อดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งตามมาตรา 172 วรรคสองซึ่งบัญญัติว่าในกรณีที่ต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าในขณะทำสัญญาทั้งโจทก์และจำเลยทราบว่าสัญญาเช่าซื้อไม่ได้ทำเป็นหนังสือเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ในขณะทำสัญญา โจทก์จึงรับเงินเป็นค่าเช่าซื้อและจำเลยรับทรัพย์ที่เช่าซื้อไว้โดยสุจริต โจทก์จำต้องคืนเงินให้จำเลยเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืนตามมาตรา 412 และจำเลยจำต้องคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อเพียงตามสภาพที่เป็นอยู่และมิต้องรับผิดชอบในการที่ทรัพย์นั้นสูญหายหรือบุบสลาย แต่เมื่อจำเลยชำระเงินให้โจทก์เพียงบางส่วนไม่คุ้มกับเงินที่โจทก์ลงทุน จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่เหลือเงินที่จะคืนแก่จำเลยในขณะเรียกคืน ส่วนจำเลยต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 3948/2560 คำร้องของจำเลยที่ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเป็นคำร้องที่ยื่นเพื่อให้ศาลใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง มิใช่คำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 24 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่จำหน่ายคดีของโจทก์เป็นคำสั่งในระหว่างการไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย อันเป็นคำสั่งก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีและมิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226(1) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ