ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 (อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) ภาคปกติ สัปดาห์ที่5 21 ธค 61 สมัยที่71

ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 (อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) ภาคปกติ สัปดาห์ที่5 21 ธค 61 สมัยที่71

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.แพ่ง ภาคอุทธรณ์ ฎีกา (ม. 223 - 252)
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นฎีกาห้องบรรยายเนติฯ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 (อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) ภาคปกติ สัปดาห์ที่5 21 ธค 61 สมัยที่71
เผยแพร่/ปรับปรุง23/12/2018 / 23/12/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 สมัยที่71

อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ ภาคปกติ  สัปดาห์ที่5 21 ธค 61  

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5971/2544 โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1459/2539 อุทธรณ์ของจำเลยโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งหมดมิใช่ทรัพย์มรดกหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์จำเลยย่อมได้รับผลตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งคดีจึงเป็นคดีที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์พิพาทคือ54,000บาทโดยไม่แยกทุนทรัพย์ตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องเมื่อที่พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาทจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5949/2544 โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 34273 จากชื่อบิดาจำเลยเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างบิดาจำเลยกับจำเลยในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 ดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ทั้งห้าและจำเลยร่วมกัน กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าได้รับส่วนแบ่งข้าวลดลง โจทก์ทั้งห้าเสียค่าขึ้นศาลโดยตีราคาที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมกับค่าเสียหายแล้ว เป็นทุนทรัพย์ตามคำฟ้องทั้งสิ้น226,800 บาท ปรากฏตามที่โจทก์ทั้งห้าอ้างในคำฟ้องว่าบิดาจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33900 และ 34273ดังกล่าวไว้แทนทายาททุกคนด้วย ซึ่งจำเลยก็ทราบดีเพราะจำเลยได้เข้าทำนาในที่ดินนั้นแทนบิดาจำเลย โจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาทซึ่งมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวจึงขอให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงโดยใส่ชื่อโจทก์ทั้งห้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยด้วย จึงเท่ากับโจทก์ทั้งห้าอ้างว่าโจทก์แต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงนั้นร่วมกับจำเลยโดยมีส่วนคนละเท่า ๆ กัน ทุนทรัพย์ตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนย่อมคำนวณแบ่งแยกจากกันได้เป็นจำนวนเท่า ๆกัน คนละ 45,360 บาท ซึ่งไม่เกินจำนวน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าและพิพากษายืนจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
เมื่อปรากฏตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวในข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1วินิจฉัยทุนทรัพย์ที่พิพาทกันชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงมีจำนวนเพียง 45,360 บาท หาใช่จำนวน 226,800 บาทไม่ซึ่งเป็นจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งทั้งเป็นข้อฎีกาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่งด้วย ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6927/2548 แม้โจทก์ที่ 1 จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ 298,000 บาท ซึ่งเป็นการรวมทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาทจำนวน 198,000 บาท กับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกจากจำเลยทั้งสองจำนวน 100,000 บาท เข้าด้วยกันก็ตาม แต่ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มิได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องค่าเสียหายว่าโจทก์ที่ 1 ยังประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จึงเท่ากับว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฎีกาในประเด็นค่าเสียหาย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีเพียงประเด็นความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อราคาที่ดินที่พิพาทอันเป็นทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8994/2556 ? โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ นายเคนหรือพระภิกษุเคน ศรีจันโทหรือสีจันโท โดยเป็นบุตรของนายเนาว์ สีจันโท และนางผม สีจันโท ซึ่งมีบุตรด้วยกันรวม 6 คน หลังจากนาย เนาว์ถึงแก่ความตาย นางผมได้อยู่กินกับนายเคน มะลัย มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ที่ 2 นายเคนหรือพระภิกษุเคนได้อยู่กินกับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 9 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1486 เนื้อที่่ 48 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา ที่มีชื่อนายเคนหรือพระภิกษุเคนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 1487 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เดิมเป็นของนายเนาว์และนางผม โดยได้ให้นาย เคนหรือพระภิกษุเคนซึ่งเป็นบุตรชายคนโตใส่เชื่อไว้แทนทายาทคนอื่น และแบ่งออกเป็นสามส่วนให้นายเคนหรือพระภิกษุเคน โจทก์ที่ 1 และที่  2 คนละเท่า ๆ กัน และแต่ละคนได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในส่วน ของตนตามที่ได้รับแบ่งแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนแบ่งแยก ที่ดินโฉนด เลขที่ 1487 ในส่วนของนายเคนหรือพระภิกษุเคนได้ยกส่วนของตนให้ แก่จำเลยที่ 2 แต่รวมเอาที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสองเข้าไปด้วย หลังจาก นายเคนหรือพระภิกษุเคนมรณภาพ โจทก์ทั้งสองติดต่อจำเลยทั้งสอง ให้ไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสอง ยินยอมที่จะไปดำเนเนิการแบ่งแยกที่ดินให้หลังจากที่จำเลยที่ 1 ร้องขอเป็น ผู้จัดการมรดกของนายเคนหรือพระภิกษุเคน เมื่อเดือนมีนาคม 2552 โจทก์ทั้งสองติดต่อให้จำเลยทั้งสองดำเนิการแบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลง แต่จำเลยทั้งสองขอผัดผ่อนเรื่อยมา ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถเข้า ยึดถือครอบครองที่ดินในส่วนของตนที่จะได้รับในฐานะเจ้าของได้อย่าง ปกติสุข ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับคิดเป็นเงิน คนละ 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1486 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 16 ไร่เศษ และให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1487 ให้แก่โจทก์ที่ 1 และ 2 คนละ 2 ไร่เศษ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาของศาลแทนการแสดง เจตนาของจำเลยทั้งสอง
         จำเลยทั้งสองให้การว่า นายเนาว์ สีจันโท และนางผม สีจันโท ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1486 และ 1487 ให้แก่นายเคนหรือพระภิกษุเคน ศรีจันโทหรือสีจันโท แต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่เมื่อปี 2590 มิใช่ให้ถือแทน ทายาท หลังจาได้รับการยกให้นายเคนหรือพระภิกษุเคนพร้อมบริวาร ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง
         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองไม่เคยเข้า ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง
         ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนาความ 6,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
         โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์
         ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท
         โจกท์ที่ 1 ฎีกา
         ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า " เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องอ้างสิทธิ ในการที่จะเรียกร้องเอาที่ดินส่วนที่โจทก์ทั้งสองจะพึงได้รับว่าคิดเป็น เงินคนละ 150,000 บาท ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมมาใน คดีเดียวกัน อันทำให้คดีมีจำนวนทุนทรัพย์รวมเป็นเงิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคน และมิใช่เกี่ยวด้ยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงต้องถือว่าราคา ทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในส่วนของโจทก์ที่ 1 มีเพียง 150,000 ยาท ซี่งไม่เกินสองแสนบาท จึงห้มมิให้คู่ความฎีกาใน ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นของนายเคน หรือพระภิกษุเคน ศรีจันโทหรือสีจันโท เพียงคนเดียว แต่นายเคนหรือ พระภิกษุเคนรับโอนและครอบครองแทนโจทก์ที่ 1 ด้วยนั้น เป็นฎีกาใน ข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ 1 ไว้โดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
         พิพากษายกฎีกาของโจทก์ที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้ แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2539 ค้นไม่พบ

 

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512/2543 สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาท ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาล เป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับกำหนด เป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง
แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์เป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2503 คดีเดิมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแม้จะเกิดกรณีพิพาทในชั้นบังคับคดี โดยมีทุนทรัพย์เกิดขึ้นใหม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งถ้าเป็นคดีพิพาทกันในเบื้องต้นจะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ก็ตามการดำเนินคดีในชั้นบังคับคดี ก็ยังต้องถือคดีเดิม จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้(คำสั่งคำร้องที่ 68/2499)

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 992 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ