เก็งฎีกา วิชาเลือก วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ (เตรียมสอบผู้ช่วยฯ)
เก็งฎีกา วิชาเลือก วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ (เตรียมสอบผู้ช่วยฯ)
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
| หมวดหมู่ | ข้อ6 วิชาเลือก (เลือก 1 วิชา) 6.7 กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | เก็งฎีกา วิชาเลือก วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ (เตรียมสอบผู้ช่วยฯ) |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 18/02/2023 / 01/03/2023 |
รายละเอียดเบื้องต้น
เก็งฎีกา วิชาเลือก วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
(เตรียมสอบผู้ช่วยฯ)
ใน “คดีผู้บริโภค” ตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๔๘ บัญญัติว่า “ในกรณีที่ผู้อุทธรณ์เห็นว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๔๗ ผู้อุทธรณ์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคหรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคไปพร้อมกับอุทธรณ์ก็ได้ ฯ”
ดังนั้น “คดีผู้บริโภค” จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ (ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา) มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ (ฎ. ๑๒๙๙/๒๕๕๓)
พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ กรณีค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่ใช่หนี้เงินขณะฟ้อง (ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔ (ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)
พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙ กรณีพิพากษาต่างไปจากคำขอ (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามบังคับจำเลยที่ ๑ ให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสามได้ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา ๓๙ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการหมู่บ้านสวนสน และคดีไม่อยู่ในเกณฑ์ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ที่จะพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอกคดีนี้ได้ จึงไม่อาจพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอก (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)
พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙ กรณีขอค่าเสียหายเกินไปจากคำฟ้อง (ฎีกา ๙๖๒๘/๒๕๕๘)
หลักเกณฑ์มาตรา ๓๙ ที่ศาลจะพิพากษาเกินคำขอได้ ต้องเป็นกรณีจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่ถูกต้อง หรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้องเท่านั้น โดยศาลอาจกำหนดจำนวนค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่โจทก์ขอมา หรือกำหนดวิธีการบังคับตามคำขอให้สามารถเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อเดียวกัน เมื่อคดีนี้มูลคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของ ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุอื่นได้ (ฎีกา ๙๖๒๘/๒๕๕๘)
การที่โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ย่อมเป็นการฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้บริโภคคนหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแล้ว และเมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสองที่มีต่อโจทก์เป็นเรื่องการเช่าซื้อ การค้ำระกัน มูลความแห่งคดีย่อมเกี่ยวข้องกัน โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีเดียวกันต่อศาลชั้นต้นนี้ได้ (ฎีกา ๘๗๓๗/๒๕๕๙)
พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙ กรณีพิพากษาต่างไปจากคำขอ (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ ๑ ได้โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ ไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงไม่เปิดช่องให้โจทก์ทั้งสามบังคับจำเลยที่ ๑ ให้จดทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามได้ ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสามได้ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา ๓๙ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้อยู่อาศัยในโครงการหมู่บ้านสวนสน และคดีไม่อยู่ในเกณฑ์ตามพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ ที่จะพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอกคดีนี้ได้ จึงไม่อาจพิพากษาไปถึงบุคคลภายนอก (ฎีกา ๔๕๘๕/๒๕๖๑)
พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๓๙ กรณีขอค่าเสียหายเกินไปจากคำฟ้อง (ฎีกา ๙๖๒๘/๒๕๕๘)
หลักเกณฑ์มาตรา ๓๙ ที่ศาลจะพิพากษาเกินคำขอได้ ต้องเป็นกรณีจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาไม่ถูกต้อง หรือวิธีการบังคับตามคำขอของโจทก์ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขเยียวยาความเสียหายตามฟ้องเท่านั้น โดยศาลอาจกำหนดจำนวนค่าเสียหายเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่โจทก์ขอมา หรือกำหนดวิธีการบังคับตามคำขอให้สามารถเยียวยาความเสียหายแก่โจทก์ได้ แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อเดียวกัน เมื่อคดีนี้มูลคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของ ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์โดยอาศัยเหตุอื่นได้
พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ กรณีค่าเสียหายเพื่อการลงโทษไม่ใช่หนี้เงินขณะฟ้อง (ฎีกา ๑๘๖๕/๒๕๖๑)
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มาตรา ๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาและกำหนดเป็นการเฉพาะ โดยโจทก์มิต้องกล่าวไว้ในคำฟ้องและไม่จำต้องมีคำขอมาท้ายฟ้อง อีกทั้งไม่ถือเป็นทุนทรัพย์ใช้คำนวณค่าขึ้นศาลในขณะยื่นคำฟ้องคดีตามตาราง ๑ ท้ายป.วิ.พ. ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในกรณีนี้จึงมิใช่หนี้เงินขณะฟ้องที่จะนำมาคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีได้ ตาม ปพพ. ๒๒๔