ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐

การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา าม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.อาญา ภาค 1-2 (ม. 1 - 156)
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
เผยแพร่/ปรับปรุง02/04/2021 / 02/04/2021

รายละเอียดเบื้องต้น

การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

 

    อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง

 

    ๑. การฟ้องและการพิจารณาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐

        สำหรับ การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา นั้น สามารถเสนอได้ ๒ ศาล คือ

        (๑) ศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญา หรือ

        (๒) ศาลที่มีอำนาจชําระคดีแพ่ง

 

        ส่วน การพิจารณาคดีแพ่ง ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๙๒/๒๕๖๐ (เนติฯ ตอนที่ ๘ หน้า ๒๑๓๖) วินิจฉัยว่า แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า “การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชําระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง”

        การที่บทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโดยกำหนดให้รัฐ (พนักงานอัยการ) และผู้เสียหายสามารถฟ้อง คดีส่วนแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษา คดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน โดยไม่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิของ ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดย สะดวกและรวดเร็ว

        ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณา คดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ ดังเช่นพนักงานอัยการ ร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ หรือ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑ กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒ (๑) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) วรรคหนึ่งหรือไม่ และผู้เสียหายที่ยืนฟ้องจะขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๐๖/๒๕๖๑ (ส.ศ.ฎ. เล่มที่ ๑๒ หน้า ๑๕๑) วินิจฉัยว่า คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาเป็นหน้าที่ศาลจะต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้ ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๖๗ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเท่ากับศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไว้จึงเป็นการไม่ชอบตามบทบัญญัติดังกล่าว

        ค่าธรรมเนียมในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา สำหรับค่าธรรมเนียมในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานี้ แบ่งออกได้ ๒ กรณี คือ

        กรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “...มิให้เรียกค่าธรรมเนียม..” รวมถึงคดีผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๓ - ๑๑๐๔/๒๔๙๖)

 

        กรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ให้เรียกค่าธรรมเนียมดังคดีแพ่ง”

        อย่างไรก็ดี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๔ วรรคสอง ถ้าผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ประสงค์ขอยกเว้นค่าธรรมเนียม ก็มีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์ได้

         แต่เมื่อศาลมีคำสั่งออกมาเช่นไรแล้ว คำสั่งเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมดังกล่าวย่อมไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกา ต่อไปได้อีก ทั้งนี้ ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๕๔ วรรคสาม บัญญัติไว้

 

        ๒. กรณีการพิจารณาคดีส่วนแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๑, มาตรา ๔๒

        มาตรา ๔๑ หลัก คือ หากการพิจารณาคดีแพ่งจักทำให้การพิจารณาคดี อาญาติดขัดหรือเนิ่นช้า ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้แยกคดีแพ่งออกจากคดีอาญาและ ให้แยกพิจารณาต่างหากโดยศาลที่มีอำนาจชําระได้

        ข้อสังเกต แม้ศาลใช้ดุลพินิจ พิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนก็ตามจะเห็นได้ว่ามีผลเท่ากับเป็นการแยกพิจารณาคดีแพ่ง เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากไปด้วยตามนัย ป.วิ.อ. มาตรา ๔๑ แล้ว (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๔๔/๒๔๙๙)

        หากเป็นคดีอาญาที่มีคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย ในคดีส่วนแพ่ง หากมีบุคคลภายนอกร้องสอดเข้ามาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ แล้วจะทำให้เกิดความ ยุ่งยากแก่การพิจารณาคดีส่วนอาญา ศาลจะไม่อนุญาตก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๘/๒๕๐๘)

 

        ข้อสังเกต กรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้อง ย่อมเป็นเพียงการพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น สำหรับฟ้องส่วนคดีแพ่งต้องพิจารณาสั่งต่อไปด้วยว่าจะรับหรือไม่รับไว้พิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๖๐/๒๕๕๙ เนติฯ ตอนที่ ๑๑ หน้า ๓๑๒๙)

 

        มาตรา ๔๒ วรรคแรก หลัก คือ ในการพิจารณาคดีแพ่ง ถ้าพยานหลักฐาน ที่นำสืบในคดีอาญายังไม่พอ ศาลจะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมอีกก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๔/๒๔๘๐)

 

        มาตรา ๔๒ วรรคสอง หลัก คือ ในกรณีนี้ศาลจะพิพากษาคดีอาญาไป ทีเดียว ส่วนคดีแพ่งจะพิพากษาภายหลังก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๒๒/๒๕๑๑) 

 

อ้างอิง วิชา สัมมนาวิอาญา อ.อรรถพลฯ เนติฯ สมัยที่73

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 1,673 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ