ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

ฎีกาใหม่ ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

ฎีกาใหม่ ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.อาญา ภาค 1-2 (ม. 1 - 156)
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นฎีกาใหม่ ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)
เผยแพร่/ปรับปรุง02/04/2021 / 02/04/2021

รายละเอียดเบื้องต้น

ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

 

อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง

องค์ประกอบของผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔)

        องค์ประกอบข้อแรก คือ ต้องมีการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งทางอาญา เกิดขึ้น

        องค์ประกอบข้อสอง คือ บุคคลนั้นเป็นผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการ กระทำผิดนั้น

        องค์ประกอบข้อสาม คือ บุคคลนั้นจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด

 --------------------------

 

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๓๕/๒๕๖๑ (ส.ศ.ฎ เล่มที่ ๑ หน้า ๑๕๔) วินิจฉัยว่า การสมัครใจวิวาทต่อสู้กันถือว่าต่างฝ่ายต่างก่อให้เกิดความเสียหายด้วยกัน ผู้ที่สมัครใจ ดังกล่าวจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

 

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๐๐๔/๒๕๖๑ (ส.ศ.ฎ. เล่มที่ ๑๑ หน้า ๗๙) วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีส่วนก่อให้จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๔) ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐

 

การก่อเหตุขึ้นก่อน ผู้ก่อเหตุไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๒๗ - ๒๔๒๘/๒๕๖๑ (ส.ศ.ฎเล่มที่ ๑ หน้า ๕๙) วินิจฉัยว่า นายดำใช้อาวุธปืนยิงนายแดงกับพวก นายดำเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน นายดำจึง มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

 

ผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ และมาตรา ๒๗๙

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๕๕๔/๒๕๖๑ (ส.ศ.ฎ. เล่มที่ ๑ หน้า ๑๙๖) วินิจฉัยว่า แม้ตามคำฟ้องและทางพิจารณาคดีจะได้ความว่า การล่วงละเมิดทางเพศของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ ๑ นั้นเป็นไปโดยผู้เสียหายที่ ๑ ยินยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงเรื่องพิจารณาตามองค์ประกอบในเรื่องอายุโดยกฎหมายได้คำนึงถึงการคุ้มครองความเป็นผู้เยาว์ของผู้เสียหายที่อายุยังไม่เกิน ๑๓ ปี ซึ่งยังขาดวุฒิภาวะ ตลอดจนความรู้ และความ เข้าใจในการดำรงชีวิต ซึ่งจำเลยผู้กระทำความผิดหากล่วงรู้และทราบข้อเท็จจริงใน องค์ประกอบเรื่องอายุในส่วนนี้แล้วยังคงกระทำความผิด ก็จะอ้างถึงความยินยอมของผู้เสียหายที่ ๑ มาเป็นเหตุปัดความรับผิดในเรื่องดังกล่าวหาได้ไม่เพราะเป็นคนละส่วนกัน กรณีย่อมถือว่าผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุยังไม่เกิน ๑๒ ปี นั้น แม้จะถูกจำเลยกระทำความผิดโดยยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม ก็ไม่อาจนํามาเป็นเหตุพิจารณาว่ามิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ดังนั้น ผู้เสียหายที่ ๑ โดยมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมจึงมีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในส่วนความผิดที่ถูกจำเลย กระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (กฎหมายที่แก้ไขใหม่ คือ มาตรา ๒๗๗ วรรคสอง) และมาตรา ๒๗ (กฎหมายที่แก้ไขใหม่ คือ มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง) ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ ๑ โดย น. มารดาโจทก์ร่วม ผู้แทนโดยชอบธรรมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว

กรณีต่างคนต่างมีการกระทำโดยประมาท

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๙๓๐๐/๒๕๕๖ วินิจฉัยว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เช่นนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมทั้งสี่ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา ๕ (๒) และ มาตรา ๓๐

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๖๖/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๔ หน้า ๗๔๗) วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นฝ่ายไป เรียกเงินจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนในการไปวิ่งเต้นให้สามีโจทก็ได้รับพระราชทาน อภัยโทษโดยโจทก์ไม่มีเจตนาตั้งแต่แรกที่จะวิ่งเต้นและจำเลยก็ไม่มีเจตนาที่จะไป วิ่งเต้นให้หรือรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถวิ่งเต้นได้อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวงโจทก์ ถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓ ทั้งโจทก์ไม่มีเจตนาจะให้จำเลยวิ่งเต้นแต่กระทำไปเพราะถูกจำเลยหลอกลวงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วม ในการกระทำความผิดโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธินําคดีมาฟ้องได้

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๔๔/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๒ หน้า ๒๖๑) วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นคนต่างด้าวในฐานะผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องชําระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่ ก. ตามสัญญา การที่โจทก์ร่วมโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยเป็นตัวแทนของ โจทก์ร่วมนําเงินจำนวนดังกล่าวไปชําระค่าที่ดินส่วนที่เหลืออยู่แก่ ก. โจทก์ระบุใน คำฟ้องถึงการกระทำผิดของจำเลยว่าจำเลยได้รับมอบเงินของโจทก์ร่วมไว้ในครอบครอง ของจำเลย แล้วจำเลยไม่นําเงินจำนวนดังกล่าวไปชําระให้แก่ผู้ขาย แต่จำเลยเบียดบังเอาเงินนั้นไว้เป็นของตนเองโดยทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔)

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๖๔/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๓ หน้า ๕๓๑) วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดบรรยาย ฟ้องว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ผลของการหน่วงเหนี่ยวกักขังมิได้เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ ๓ ถึงที่ ๗ โจทก์ที่ ๓ ถึงที่ ๗ มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและไม่มีอำนาจฟ้อง

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๘๒/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๘ หน้า ๒๐๕๙) วินิจฉัยว่า จำเลยบอกกับโจทก์ ทั้งสามว่าสามารถช่วยเหลือให้เข้ารับราชการครู แม้จำเลยบอกว่าจะนําเงินไปมอบแก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้มีการเปิดสอบภายในของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แต่ไม่ปรากฏว่าผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษามีอำนาจหน้าที่กระทำ การตามที่จำเลยกล่าวอ้างประกอบกับการเปิดสอบเพื่อให้เข้ารับราชการเป็นการคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับราชการตามปกติ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงอุบายของจำเลยที่อ้างว่าจะใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือโจทก์ทั้งสามให้เข้ารับราชการครูได้ตามที่จำเลย บอกโจทก์ทั้งสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามให้เงินแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนําไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่จึงไม่ถือว่าโจทก์ ทั้งสามมีส่วนร่วมในการใช้ให้เจ้าพนักงานกระทำความผิด เมื่อโจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อจำเลย โจทก์ทั้งสามย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีอำนาจฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกง

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๓๙/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๑๑ หน้า ๒๕๓๕) วินิจฉัยว่า จำเลยยักยอกรถยนต์ที่ผู้เสียหายเช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองใช้ประโยชน์ของผู้เสียหาย ย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกรถยนต์ได้

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๔๕/๒๕๖๒ (เนติฯ ตอน ๑๒ หน้า ๓๑๒๑) วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๒ ทั้งที่โจทก์ร่วมมีภริยาอยู่แล้ว คงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมไม่ซื่อตรงต่อภริยาอันเป็นการผิดศีลธรรมจรรยา แต่ข้อเท็จจริงหาได้ปรากฏว่า โจทก์ร่วมจงใจแสดงพฤติการณ์อย่างใดเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ หรือกระตุ้นให้จำเลย ทั้งสองตัดสินใจลงมือกระทำความผิดไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอันจะทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานร่วมกันกรรโชกและรีดเอาทรัพย์ของจำเลยทั้งสอง

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕/๒๕๖๓ วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่าจำเลยกับ พวกกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือฝากโจทก์ร่วมเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหาร ส่วนตำบล หรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ได้อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลย กับพวกไม่สามารถช่วยเหลือฝากโจทก์ร่วมเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ตามที่กล่าวอ้างได้ โดยการหลอกลวงของจำเลยกับพวก เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าเป็นความจริงและมอบเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยไป ดำเนินการตามที่จำเลยกับพวกกล่าวอ้าง ถือว่าโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในข้อหานี้ได้ ส่วนที่โจทก์ร่วมมอบเงิน ๕๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยไปนั้นล้วนเกิดขึ้นเพราะถูกจำเลยหลอกลวง ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ 

 

อ้างอิง วิชา สัมมนากฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา อ.อรรถพลฯ เนติฯ สมัยที่73

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 1,152 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ