ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

เจาะหลัก+ฎีกา* ข้อ3 วิแพ่ง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ 22 กค 66 ชุดที่ 1

เจาะหลัก+ฎีกา* ข้อ3 วิแพ่ง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ

สิทธิ์ใช้งาน
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
หมวดหมู่เอกสารเตรียมสอบ ข้อสอบ ธงคำตอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา
ประเภทไฟล์www
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นฎีกา ข้อ3 วิแพ่ง ผู้ช่วยสนามเล็ก

รายละเอียด

เจาะหลัก+ฎีกา* ข้อ ๓ วิแพ่ง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ประเด็นที่น่าสนใจ ทบทวนเตรียมสอบ วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ชุดที่ ๑ ---------------------------- ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาสนามเล็ก ๒๕๖๕ วิ.แพ่ง ข้อ ๓ ออกสอบ มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง , ๒๓๑ , ๒๕๗ (บังคับคดี) (ฎีกาที่ ๘๖๗๖/๒๕๔๔, ๗๒๘๔/๒๕๔๑, ๒๑๔๐/๒๕๕๙ และ ๑๖๗/๒๕๖๐) เจาะประเด็นสำคัญที่น่าออกสอบ (เน้นบังคับคดี* ๑๐๐%) ประเด็นที่ ๑ การขอรับชำระหนี้ก่อนหรือส่วนแบ่ง โดยอาศัยอํานาจแห่งทรัพยสิทธิ์ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นเหนือทรัพย์สินที่ยึด คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๐/๒๕๖๔*** โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับจํานอง แก่ห้องชุดคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จําเลย ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดค้างจ่ายแก่ผู้ร้อง ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ วรรคหนึ่ง (๒) บัญญัติให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิลําดับเดียวกับบุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๗๓ (๑) และมีอยู่เหนือห้องชุดอันเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของจำเลย และเมื่อผู้ร้องแจ้งรายการหนี้ต่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว บุริมสิทธิของผู้ร้องอยู่ในลําดับก่อนจํานองตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ วรรคสอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงวางหลักเกณฑ์ในการขอรับชำระหนี้ไว้ โดยมีหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๓๒๔ ดังนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ บุคคลใดมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้หรือได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดหรือจําหน่ายโดยวิธีอื่น ซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ โดยอาศัยอํานาจแห่งทรัพยสิทธิ์ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิ์ ซึ่งบุคคลนั้นมีอยู่เหนือทรัพย์สินหรืออาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นให้ดําเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) ในกรณีที่เป็นผู้รับจํานองทรัพย์สิน (ไม่ว่าเป็นทรัพย์สินประเเธ ทใด) ซึ่งผู้รับจํานองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จํานองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๐๒ วรรคสอง หรือ เป็นผู้ทรงบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้ คือสิทธิของเจ้าหนี้ ในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นจากอสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ ซึ่งได้แก่ บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์ บุริมสิทธิในมูลจ้างทําของเป็นการงานทําขึ้น บนอสังหาริมทรัพย์ บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๒๗๓ ถึง ๒๗๖ มาตรา ๒๘๕, ๒๘๖, ๒๘๘ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๙๗/๒๕๔๒ ในวันที่จําเลยจดทะเบียนจํานองทรัพย์พิพาทไว้แก่ผู้ร้อง ส. มีหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีกับผู้ร้องอยู่ก่อนแล้ว ดังนี้ แม้ ส. จะ ขอต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปโดยมีกําาหนดระยะเวลาสิ้นสุดก็ตาม แต่หลังจากครบกําหนดดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องและ ส. ยังคงให้บัญชีเดินสะพัดเดินต่อไป ทั้งปรากฏว่า ผู้ร้องยังมิได้บอกเลิกสัญญาและยังให้บัญชีเดินสะพัดเดินต่อไป จึงเห็นได้ว่าคู่สัญญา ยังไม่ถือว่ามีการผิดนัด เมื่อหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่าง ส. กับผู้ร้องยังไม่ถึงกําหนดชำระผู้ร้องจึงไม่อาจอาศัยอํานาจแห่งการจํานองบังคับชำระหนี้ เอาจากทรัพย์สินของจําเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๒๔) ได้ มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๗๔/๒๕๓๔ และ ๑๗๕๙/๒๕๓๗ วินิจฉัยเช่นกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ว่า โจทก์คดีนี้ได้นําเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจําเลยแปลงที่ผู้ร้องขายให้จําเลยและจําเลยยังคงค้างชำระค่าที่ดิน จําเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องสามารถเอาชำระหนี้ได้ ผู้ร้องเป็นผู้มีบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์ต่อจําเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินในมูลหนี้ค่าที่ดินที่จําเลยค้างชำระ ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องก่อนเอาที่ดินออกขายทอดตลาดจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อน เจ้าหนี้รายอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.พ.พ. มาตรา ๒๕๑ บัญญัติว่า “ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยตั้งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือบทกฎหมายอื่น” ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะ ในมาตรา ๒๘๘ ว่า “บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไป” บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกําหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคล ภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเเธ ทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกําหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจําเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ประกอบมาตรา ๒๗๘ (ปัจจุบันคือมาตรา ๒๗๔ ประกอบมาตรา ๒๗๘) บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจําเลยได้ไม่ (และคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๔๑/๒๕๓๒) ข้อสังเกต ก. ผู้รับจํานองหรือผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะใช้สิทธิตามมาตรา ๓๒๔ นั้น ไม่ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา** กล่าวคือ เมื่อเป็นผู้รับจํานองหรือเป็นผู้ทรงบุริมสิทธิเหนือ อสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว้ แล้วก็ใช้สิทธิ ตามมาตรา ๓๒๔ ได้ ไม่จําต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๗๔๐/๒๕๓๘ บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๙ วรรคแรก (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๒๔) ไม่มีข้อจํากัด สิทธิของผู้รับจํานองว่าจะต้องฟ้องร้องบังคับก่อนหรือจะต้องเป็นเจ้าหนี้จํานองตามคำพิพากษาจึงขอรับชำระหนี้ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดระบุว่าโจทก์และผู้รับจํานอง จะต้องเป็นบุคคลฐานะเดียวกันไม่ได้ หากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจําเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยมีที่ดินเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้จํานองเป็นประกัน ผู้ร้องย่อมอาศัยอํานาจแห่งการจํานองขอให้ศาลขายที่ดินโดยปลอดจํานองเพื่อนําเงินที่ขายได้ชำระหนี้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๖๗/๒๕๒๗ วินิจฉัยเช่นกัน) ข. ผู้รับจํานองยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จํานองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๒๔ ไม่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจํานองก่อน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙๐๗๕/๒๕๕๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จํานอง โดยขอให้นําเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จํานองมาชำระหนี้จํานองแก่ผู้ร้องก่อน เจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๙ (มาตรา ๓๒๔ ปัจจุบัน) แม้ จะถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นคำฟ้องบังคับจํานองซึ่งผู้ร้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง ๑ (ค) (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. ก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นการฟ้องบังคับจํานองโดยวิธีทั่วไป เพราะทรัพย์จํานองดังกล่าวได้ถูกโจทก์ดําเนินการบังคับคดียึดทรัพย์ไว้แล้ว และแม้โจทก์กับผู้ร้อง จะเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่การที่ผู้ร้องร้องขอรับชำระหนี้จํานอง เป็นการร้องขอเข้ามาตามสิทธิที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในฐานะที่แตกต่างกัน เมื่อผู้ร้องมิได้ขอให้ยึดทรัพย์ จํานองออกขายทอดตลาดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๒๘ ผู้ร้องจึงไม่จําต้องบอกกล่าว บังคับจํานองก่อน (และคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๗๕/๒๕๕๑, ๓๑๒๗ - ๓๑๒๘/๒๕๕๔) ประเด็นที่ ๒ ศาลที่ออกหมายบังคับคดี คือ ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗๑ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๖๕/๒๕๔๘ คำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จํานอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๒๔) เป็นคำร้องที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดี ตามคำพิพากษา ตามมาตรา ๗ (๒) ต้องเสนอต่อศาลที่มีอํานาจในการบังคับคดีตามมาตรา ๓๐๒ คือ ศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ดังนั้น ศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๙ (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๒๔) ย่อมหมายถึงศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น ส่วนมาตรา ๑๕ วรรคสองมิได้บัญญัติให้ถือเสมือนหนึ่งว่า ศาลที่บังคับคดีแทนเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ประเด็นที่ ๓ การไต่สวนของศาล มาตรา ๓๒๔ ไม่ได้บัญญัติว่า คำร้องขอนั้นทําได้ฝ่ายเดียว ดังนั้น จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๑ (๒) กล่าวคือ ศาลจะมีคำสั่งโดยไม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสคัดค้านก่อน ไม่ได้ ศาลจะต้องส่งสําเนาให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดี และโดยปกติแล้วเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นํายึดจะเป็นผู้คัดค้าน แต่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็มีสิทธิที่จะยื่นคำคัดค้านได้ คำสั่งของศาลนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา ๑๔๒ วรรคแรก โดยจะอนุญาตเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำร้องขอไม่ได้ ดังนั้น ถ้าคำสั่งศาล ไม่ระบุจํานวนเงินที่ผู้ร้องจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นไว้แล้ว ก็ไม่อาจทราบได้ว่าที่ ศาลมีคำสั่งอนุญาตนั้นจะเกินหรือนอกเหนือจากที่ร้องขอหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๐๖/๒๕๓๖ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จํานองโดยผู้ร้องยังมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มิได้คำนวณดอกเบี้ยจนถึงวันที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้จํานอง และมิได้เรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอจนถึงวันขายทอดตลาดมาด้วย ศาลจึงไม่อาจมีคำสั่งให้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคแรก เมื่อมีการส่งสําเนาให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและ เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ถ้าหากไม่มีผู้คัดค้าน กรณีนี้ศาลก็ไม่จําต้องทําการไต่สวนโดย มีอำนาจมีคำสั่งอนุญาตได้เลย อ้างอิง คำบรรยายเนติฯ สัมมนาวิแพ่ง อ.ประเสริฐฯ สมัยที่ ๗๕

ข้อมูลเพิ่มเติม

--

ไม่มีข้อมูลแนบ ไฟล์แนบ: ไม่มีไฟล์ที่ใช้งานได้บนเซิร์ฟเวอร์ · เข้าชม 604 ครั้ง