ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา 1-2 อ.วิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์ เนติฯ สมัยที่ 71

ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา 1-2 อ.วิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์ เนติฯ สมัยที่ 71

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.อาญา ภาค 1-2 (ม. 1 - 156)
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา 1-2 อ.วิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์ เนติฯ สมัยที่ 71
เผยแพร่/ปรับปรุง11/03/2019 / 12/03/2019

รายละเอียดเบื้องต้น

ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา 1-2 อ.วิวัฒน์ วงศกิตติรักษ์ เนติฯ  สมัยที่ 71

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 9866/2560 (ประชุมใหญ่) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 ( 2 ) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ผู้ตายเป็นผู้ที่ถูกทำให้ถึงแก่ความตายจากการกระทำความผิดอาญาของจำเลยที่ 1 แม้พนักงานอัยการโจทก์จะบรรยายฟ้องมาด้วยว่าผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงเกินสมควรจนไม่สามารถหยุดหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่ให้ชนรถคันอื่นที่จอดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน ผู้ตายหาได้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้รถชนท้ายรถยนต์ที่จอดอยู่ก็ตาม แต่เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนไม่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วย ข้อเท็จจริงจึงยังไม่พอฟังว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 ( 4 ) โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุพการีของผู้ตายจึงเข้าจัดการแทนผู้เสียหายได้ตามมาตรา 5 ( 2 ) การที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุพการีของผู้ตายด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 ในอันที่จะต้องใช้อายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับแก่คดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง

ในคดีอาญามีการฟ้องคดีและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จนคดีเสร็จเด็ดขาดแล้วก่อนที่โจทก์ทั้งสองได้มาฟ้องคดีนี้ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม บัญญัติให้มีกำหนดอายุความในมาตรา 193/32 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งบัญญัติให้มีกำหนด 10 ปี ดังนี้ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด ดังนั้น เมื่อเหตุเกิดวันที่ 25 กันยายน 2554 และโจทก์ทั้งสองนำคดีมาฟ้องวันที่ 27 มีนาคม 2556 คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ การเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง นั้น หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ร่วมกระทำผิดเป็นการเฉพาะ มิได้หมายถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ร่วมในการกระทำความผิดด้วย การเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจึงต้องใช้อายุความ 1 ปี นับแต่รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองทราบว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 วันที่ 24 ตุลาคม 2554 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 27 มีนาคม 2556 ซึ่งเกินกำหนด 1 ปี ดังกล่าว คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6484/2558 (สัปดาห์ที่16) การที่จะนำข้อเท็จจริง จากคำพิพากษาคดีอาญามารับฟังในคดีส่วนแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 นั้นจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ประการ คือคำพิพากษาคดีอาญาต้องถึงที่สุด ข้อเท็จจริงนั้นต้องเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาและคำพิพากษาคดีอาญาต้องวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้ง ตลอดจนผู้ที่จะถูกข้อเท็จจริงในคดีอาญาความผูกพัน ต้องเป็นคู่ความในคดีอาญา การพิพากษาคดีอาญาในคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นศาลชั้นที่สุดวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขายสินค้าให้แก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นเรื่องซื้อขายกันตามปกติทางการค้า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ขายไปในราคาต่ำกว่าทุน อันจะเป็นตัวชี้เจตนาได้ว่าจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อันเป็นการวินิจฉัยถึงการทำงานของจำเลยที่ 1 รวมถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่ามิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและไม่ได้กระทำ ผิดกฎหมาย รวมทั้งโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้ง 6 เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยทั้ง 6 เป็นคดีแพ่งคดีนี้อีกว่าจำเลยทั้ง 6 ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อีก อันมีข้อเท็จจริงที่ต้องวินิจฉัยถึงการกระทำของจำเลยทั้ง 6 ว่าเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายอันเป็นกรณีของการกระทำที่เป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงโดยตรงในคดีอาญา และคำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งแล้วถึงการกระทำโดยทั้งหมด คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2489/2561 (สัปดาห์ที่16)  คดีแพ่งเรื่องใด จะเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ต้องพิจารณาว่าความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ ถ้าต้องอาศัยก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โจทก์ฟ้องเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องทางแพ่งขอให้พิพากษาว่าจำเลยทั้งเจ็ดถูกกำจัดไม่ให้รับมรดกของพันเอก ก. และบังคับจำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง 33 แปลงเฉพาะส่วนจำนวน 1 ใน 7 ส่วนที่เป็นสินสมรสอันเป็นทรัพย์มรดกของพันเอก ก.และส่วนอื่นที่จำเลยทั้ง 7 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกแก่โจทก์อันสืบเนื่องมาจาก การกระทำความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดกและร่วมกันรับของโจรที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชี้ขาดให้ยกฟ้องโดยมีข้อความชัดเจนในคำวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้ง 33 แปลงเป็นสินส่วนตัวของ ฐ. คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าที่ดินพิพาททั้ง 33 แปลงเป็นสินส่วนตัวของ ฐ. หรือเป็นสินสมรสระหว่าง ฐ. กับพันเอก ก. ดังนี้เมื่อคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญา โดยคำพิพากษาศาลคดีอาญาดังกล่าวได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่าที่ดินพิพาททั้ง 33 แปลงเป็นสินส่วนตัวของ
ฐ.และคู่ความในคดีนี้ก็เป็นคู่ความเดียวกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 ปัญหาดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาทและศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัย ทั้งๆที่โจทก์บรรยายฟ้องและคู่ความนำสืบ กับจำเลยทั้ง 7 อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจำเลยทั้ง 7 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งใช้ขณะยื่นฟ้อง ดังนั้นเมื่อที่ดินพิพาท ทั้ง 33 แปลงเป็นสินส่วนตัวของ ฐ. และต่อมาพันเอก ก. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาททั้ง 33 แปลงก็ไม่มีส่วนใดเป็นทรัพย์มรดกของพันเอก ก. ซึ่งตกทอดแก่โจทก์ การที่ ฐ . ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่ละแปลงให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนและจำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางแปลงที่ตนได้รับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเช่นกัน จึงเป็นสิทธิโดยชอบของ ฐ.และจำเลยที่ 4

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 3035-3037/2559 (สัปดาห์ที่16)  โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนแรกที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่ได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ด้วย และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องในสำนวนที่ 2 และที่ 3 ขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ดังนี้โจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในคดีส่วนอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 เนื่องจากโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ได้เป็นคู่ความในคดีส่วนอาญาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว

 

 คำพิพากษาฎีกาที่ 3554/2561 (สัปดาห์ที่16)  แม้ตามคำฟ้องและทางพิจารณาคดีจะได้ความว่าการล่วงละเมิดทางเพศของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 1 นั้นเป็นไปโดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงเรื่องพิจารณาตามองค์ประกอบในเรื่องอายุโดยกฎหมายได้คำนึงถึงการคุ้มครองความเป็นผู้เยาว์ของผู้เสียหายที่อายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งยังขาดวุฒิภาวะ ตลอดจนความรู้ และความเข้าใจในการดำรงชีวิต ซึ่งจำเลยผู้กระทำความผิด หากล่วงรู้และทราบข้อเท็จจริงในองค์ประกอบเรื่องอายุในส่วนนี้ แล้วยังคงกระทำความผิด ก็จะอ้างถึงความยินยอมของผู้เสียหายที่ 1 มาเป็นเหตุปัดความรับผิดในเรื่องดังกล่าวหาได้ไม่ เพราะเป็นคนละส่วนกัน กรณีย่อมถือว่าผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุยังไม่เกิน 13 ปีนั้น แม้จะถูกจำเลยกระทำความผิดโดยยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุพิจารณาว่ามิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ดังนั้น ผู้เสียหายที่ 1 โดยมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมจึงมีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในส่วนความผิดที่ถูกจำเลยกระทำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสามและมาตรา 279 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 โดย น. มารดาโจทก์ร่วมผู้แทนโดยชอบธรรมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการเฉพาะในความผิดดังกล่าวจึงชอบแล้ว และเมื่อเป็นโจทก์ร่วมก็ย่อมมีสิทธิในฐานะที่เป็นคู่ความในคดี จึงมีสิทธิยื่นคำแก้อุทธรณ์และคำแก้ฎีกาได้ ส่วนเรื่องที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 นั้น เมื่อจำเลยได้ล่วงละเมิดในทางเพศต่อโจทก์ร่วมและล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลโจทก์ร่วมของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นยายซึ่งเป็นผู้ปกครองดูแลโจทก์ร่วมอยู่ในขณะเกิดเหตุ จึงเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 แล้ว โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 318/2549 (สัปดาห์ที่16) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้สหกรณ์การเกษตร ข. ผู้เสียหาย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโจทก์ แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์นั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้เฉพาะแก่เจ้าพนักงานอัยการโจทก์เท่านั้น หาได้สั่งให้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้แก่โจทก์ร่วมด้วยไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลดโทษให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาคดีไปโดยมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยให้โจทก์ร่วมเพื่อแก้อุทธรณ์ด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 200

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 368/2553 (สัปดาห์ที่16)  คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสาม โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน แสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 997 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ