ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

เจาะหลัก* พระธรรมนูญศาล + วิ.แขวง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ 15 กค 66 ชุดที่ 1

เจาะหลัก พระธรรมนูญศาล + วิ.แขวง ผู้ช่วยสนามเล็ก

สิทธิ์ใช้งาน
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
หมวดหมู่เอกสารเตรียมสอบ ข้อสอบ ธงคำตอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา
ประเภทไฟล์www
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นเจาะหลัก พระธรรมนูญศาล + วิ.แขวง ผู้ช่วยสนามเล็ก

รายละเอียด

เจาะหลัก* พระธรรมนูญศาล + วิ.แขวง (ผู้ช่วยสนามเล็ก) ที่น่าสนใจ ทบทวนก่อนสอบ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ชุดที่ ๑ ------------------------ การกักกัน การ กักกัน ไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา ๑๘ แต่เป็นวิธีการเพื่อความ ปลอดเธ ัย ตามมาตรา ๓๙ (๑) ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๔๑** ผู้พิพากษาคนเดียว หรือศาลแขวงมีอํานาจสั่งกักกันไม่น้อยกว่า ๓ ปี แต่ไม่เกิน ๑๐ ปีได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔/๒๕๑๓) การนับโทษต่อ คดีที่ นับโทษต่อ จากโทษคดีอื่น โดยหลักศาลจะนับโทษคดีปัจจุบัน ต่อจากโทษคดีอื่นได้ต่อเมื่อโจทก์ต้องมีคำขอท้ายฟ้องขอให้นับโทษต่อ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๔ - ๑๙๕/๒๕๕๑) แตกต่างจากการนําโทษจําคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกกับโทษใน คดีปัจจุบัน ซึ่งแม้โจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็มีอํานาจนําโทษจําคุกที่รอการลงโทษไว้ ในคดีก่อนมาบวกกับโทษคดีปัจจุบันได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๑๖/๒๕๔๐) ข้อสังเกต การนับโทษต่อนี้ ศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวของศาลชั้นต้นอื่นที่พิพากษาคดีหลังมีอํานาจนับโทษต่อจากคดีก่อนได้ แม้โจทก์ไม่ได้ขอ คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๓๓๑ - ๘๓๓๒/๒๕๕๕ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๘ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ ไม่ได้ระบุให้โจทก์ต้องบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการขอให้นับโทษจําคุกในแต่ละกระทง เมื่อบริษัทโจทก์ บรรยายฟ้องวันที่บริษัทจําเลยสั่งจ่ายเช็คทั้งเจ็ดฉบับต่างวันกัน และจําเลยให้การรับสารภาพ การกระทำของจําเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้อง หรือ มีคำขอให้ศาลพิพากษานับโทษจําคุกแต่ละกระทงติดต่อกัน หรือขอให้รวมโทษในฟ้อง แต่ละสํานวน ศาลชั้นต้น (ศาลแขวง) ก็ลงโทษจําเลยในแต่ละสํานวนทุกกรรมเป็นกระทงความผิดและรวมโทษในแต่สํานวนได้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ รอการกำหนดโทษ กรณี รอการกําหนดโทษ*** ในกรณีที่คดีก่อนศาลรอการกําหนดโทษไว้ และคดีปัจจุบันศาลจะลงโทษจําคุกไม่เกิน ๖ เดือน ดังนี้ ถ้าจะกําหนดโทษคดีก่อน ไม่เกิน ๖ เดือน ผู้พิพากษาคนเดียวมีอํานาจทำได้ อุทาหรณ์ พนักงานอัยการฟ้องนายดําเกิงต่อศาลแขวงดุสิต ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ (ระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท) กับให้นายดําเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ที่ลักไปแก่ผู้เสียหายและกําหนดโทษความผิดฐานยักยอกในคดีก่อนที่ศาลรอการกําหนดโทษนายดําเกิงไว้ นายแมนผู้พิพากษาศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งประทับฟ้อง ต่อมานายแมนได้รับการจ่ายสํานวนจากนายมิตรผู้พิพากษา หัวหน้าศาลแขวงดุสิตให้เป็นองค์คณะรับผิดชอบคดีนี้ นายแมนพิจารณาคดีเสร็จแล้วแต่ เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุก่อนทำคำพิพากษา ถ้าปรากฏว่า (ก) นายมิตรตรวจสํานวนแล้วทำคำพิพากษาลงโทษนายดําเกิง โดยกําหนด โทษในคดีหลังฐานลักทรัพย์ จําคุก ๖ เดือน กําหนดโทษคดีก่อนฐานยักยอก จําคุก ๕ เดือน รวมเป็นจําคุก ๑๑ เดือน และให้นายดําเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท แก่ ผู้เสียหาย หรือ (ข) นายมิตรมีภารกิจสําคัญจนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ จึงมอบหมายให้ นายสมชายผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแขวงดุสิตทำคำพิพากษาแทน นายสมชายจึงทำคำพิพากษาเหมือนข้อ (ก) ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งและการพิจารณาคดีของนายแมนกับกรณีตามข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หรือไม่ คำตอบ ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ มีระวางโทษไม่เกินกําหนดตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๕) พนักงาน อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดําเกิงต่อศาลแขวงดุสิตได้ และตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ พนักงานอัยการมีอํานาจขอให้บังคับจําเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดแทนผู้เสียหายได้ พนักงานอัยการจึงมีคำขอให้นายดําเกิง คืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาทที่ถูกลักแก่ผู้เสียหายได้ แม้ทุนทรัพย์พิพาทเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ดังนั้น คำสั่งของนายแมนที่ให้ประทับฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ซึ่งไม่ใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ตามมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๔ (๒) ย่อมชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อนายมิตรผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดุสิตจ่ายสํานวนให้นายแมนเป็นองค์คณะรับผิดชอบคดี นายแมนย่อมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามมาตรา ๑๗ การพิจารณาคดีของนายแมนจึงชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ส่วนกรณีตามข้อ (ก) เมื่อนายแมนซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีพ้นจาก ตําแหน่งที่ดํารงอยู่ เนื่องจากเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุหลังเสร็จการพิจารณาคดี แต่ก่อนทำคำพิพากษา ถือได้ว่ามีเหตุจําเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๐ จําต้องแก้ปัญหาตามวิถีทางในมาตรา ๒๙ (๓) กล่าวคือ นายมิตรผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดุสิต อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ หรือผู้ทำการแทน ต้องตรวจสํานวนแล้วทำคำพิพากษาด้วย ตนเอง จะมอบหมายให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลเดียวกันทำคำพิพากษาแทนไม่ได้ เพราะ มาตรา ๒๙ (๓) ไม่ได้ให้อํานาจไว้ ซึ่งนายมิตรได้ปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้ว โดยนายมิตรตรวจสํานวนแล้วทำคำพิพากษาลงโทษความผิดฐานลักทรัพย์ในคดีหลังให้จําคุก ๖ เดือน และกําหนดโทษความผิดฐานยักยอกในคดีก่อนให้จําคุก ๕ เดือน รวมเป็น จําคุก ๑๑ เดือน เท่ากับศาลแขวงดุสิตลงโทษจําคุกคดีละไม่เกิน ๖ เดือน กับให้นายดําเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการพิพากษาคดีที่ชอบด้วย มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) และ (๕) แล้ว อำนาจหน้าที่ อธิบดีผู้พิพากษา รองอธิบดีผู้พิพากษา*** อุทาหรณ์ โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่งขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ผู้กระทำละเมิดขับรถชน โจทก์ในท้องที่จังหวัดนนทบุรีร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ๔๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีนายสันติผู้พิพากษาประจำศาล กับนายอาวุธ ผู้พิพากษาอาวุโสเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าว ในวันนัดสืบพยานโจทก์ นัดสุดท้าย โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีเธ ูมิลําเนาอยู่ที่เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพราะได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๑ กระทำการนอกทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ นายสันติมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีโจทก์สําหรับจำเลย ที่ ๒ และนัดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีเธ ูมิลําเนาอยู่ในเขตอําเเธ อบางบัวทอง จังหวัด นนทบุรี ต่อไป ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่ ๑ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งและนายสันติไปราชการต่างประเทศ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งคนที่ ๑ ได้มอบหมายให้นายบันเทิงผู้พิพากษาอาวุโสเป็นองค์คณะสืบพยานจำเลยที่ ๑ ในวันดังกล่าวแทนนายสันติ ก่อนขึ้นพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ ๑ นายบันเทิงกับนายอาวุธปรึกษากันแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีเธ ูมิลําเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งแล้ว คดีย่อมไม่อยู่ในเขตอํานาจศาลแพ่งอีกต่อไป เพราะทั้งมูลคดีและเธ ูมิลําเนาของจำเลยที่ ๑ อยู่ในเขตศาล จังหวัดนนทบุรี จึงร่วมกันมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ การปฏิบัติหน้าที่ของ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งคนที่ ๑ และคำสั่งโอนคดี ชอบหรือไม่ คำตอบ คำสั่งให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ เป็นคำสั่งซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) ผู้พิพากษาคนหนึ่ง มีอํานาจออกคำสั่งได้ แม้เป็นผู้พิพากษาประจำศาลก็ตาม ดังนั้นนายสันติผู้พิพากษาประจำศาลในศาลแพ่งจึงมีอํานาจสั่งให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ การที่นายสันติไปราชการต่างประเทศ เป็นเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๘ ที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดี ไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาได้ตามมาตรา ๓๐ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งคนที่ ๑ จึงมีอํานาจตามมาตรา ๒๘ (๓) ที่จะมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในศาลแพ่งพิจารณาคดีแทนนายสันติได้ และการมอบหมายให้นายบันเทิงผู้พิพากษาอาวุโสเป็นองค์คณะร่วมกับนายอาวุธซึ่งเป็นผู้พิพากษาอาวุโสเช่นเดียวกันก็ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา ๒๖ เพราะมาตราดังกล่าวห้ามเฉพาะต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน การปฏิบัติหน้าที่ของรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งคนที่ ๑ จึงชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการทำคำสั่งโอนคดีนั้น แม้การถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีเธ ูมิลําเนาอยู่ใน เขตศาลแพ่ง จะทำให้คดีนี้เกิดนอกเขตศาลแพ่ง เพราะจำเลยที่ ๑ มีเธ ูมิลําเนาอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี และมูลคดีเกิดในเขตจังหวัดนนทบุรีก็ตาม แต่หลังจากศาลแพ่งให้โจทก์ ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายแล้วศาลแพ่งได้นัดสืบพยาน จำเลยที่ ๑ ต่อไป ถือว่าศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสามแล้ว จึงไม่อาจโอนคดีไปยังศาลจังหวัด นนทบุรีได้ คำสั่งโอนคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เทียบ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๐๓/๒๕๒๓) (ข้อสอบเนติ บัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๕๖)

ข้อมูลเพิ่มเติม

--

ไม่มีข้อมูลแนบ ไฟล์แนบ: ไม่มีไฟล์ที่ใช้งานได้บนเซิร์ฟเวอร์ · เข้าชม 468 ครั้ง