ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา (มาตรา 157- มาตรา 192) อ.อำนาจ พวงชมพู เนติฯ (ภาคทบทวน) สมัยที่ 71
ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา (มาตรา 157- มาตรา 192) อ.อำนาจ พวงชมพู เนติฯ (ภาคทบทวน) สมัยที่ 71
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
| หมวดหมู่ | รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.อาญา ภาค 1-2 (ม. 1 - 156) |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา (มาตรา 157- มาตรา 192) อ.อำนาจ พวงชมพู เนติฯ (ภาคทบทวน) สมัยที่ 71 |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 11/03/2019 / 11/03/2019 |
รายละเอียดเบื้องต้น
ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.อาญา (มาตรา 157- มาตรา 192)
อ.อำนาจ พวงชมพู เนติฯ (ภาคทบทวน) สมัยที่ 71
คำพิพากษาฎีกาที่ 797/2561 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษา หรือสั่งเกินคำขอหรือมิได้กล่าวในฟ้อง" แม้โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 336 ทวิ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพโดยรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามบันทึกการจับ เอกสารหมาย จ.6 ก็ตาม แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ระบุมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ก็ต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามมาตรา 336 ทวิ ศาลย่อมไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ได้ เพราะเป็นการเกินคำขอที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องทั้งกรณีมิใช่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และวรรคห้า ปัญหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษดุจจำเลยที่ 3 ผู้ฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาฎีกาที่ 1289/2561 ป.วิ.อ.มาตรา 232 บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน ซึ่งหมายถึงจำเลยในคดีเดียวกัน เมื่อพยานบุคคลของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสี่มิได้เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 พฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ในขณะที่นั่งโดยสารอยู่บนกระบะด้านหลังรถของโจทก์ร่วมที่ 4 โดยอยู่ห่างกันเพียง 2 ถึง 3 เมตร เป็นจำนวนถึง 12 นัด จำเลยกับพวกย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ถึงแก่ความตายได้ จำเลยกับพวกจึงมีเจตนาฆ่า เมื่อจำเลยกับพวกลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่า และการที่จำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนยิงดังกล่าวเป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกรถกระบะของโจทก์ร่วมที่ 4 ได้รับความเสียหายหลายแห่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ด้วย
การขอให้นับโทษต่อกับการบวกโทษเป็นคนละกรณีกัน กล่าวคือ การนับโทษต่อเป็นกรณีตาม ป.อ.มาตรา 22 ซึ่งปกติให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น อันเป็นกรณีที่คดีก่อนศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ แล้วคดีหลังพิพากษาลงโทษจำคุกเช่นกันจึงจะสามารถนำโทษจำคุกคดีหลังไปนับต่อจากโทษจำคุกในคดีก่อนได้ ส่วนการบวกโทษนั้น การที่ศาลมีพิพากษาคดีหลัง(คือคดีนี้) จะบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้นั้น ต้องเป็นกรณีทีความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตาม ป.อ.มาตรา 56(กำหนดเวลารอการลงโทษ) ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ซึ่งเป็นไปตาม ป.อ.มาตรา 58 แต่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะมีคำพิพากษา กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะบวกโทษได้ เมื่อการขอให้นับโทษต่อกับการบวกโทษเป็นคนละกรณีกัน ดังนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้บวกโทษ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและมิได้กล่าวในฟ้องย่อมไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ฎีกาปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225