ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ*วิชา สัมมนา วิ.อาญา อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง ปิดคอร์ส เนติฯ สมัยที่ 71
ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิชา สัมมนา วิ.อาญา อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง ปิดคอร์ส เนติฯ สมัยที่ 71
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
| หมวดหมู่ | รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.อาญา ภาค 1-2 (ม. 1 - 156) |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิชา สัมมนา วิ.อาญา อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง ปิดคอร์ส เนติฯ สมัยที่ 71 |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 11/03/2019 / 11/03/2019 |
รายละเอียดเบื้องต้น
ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิชา สัมมนา วิ.อาญา
อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง ปิดคอร์ส เนติฯ สมัยที่ 71
--------------
ประเด็น ผู้เสียหาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 7583/2560 ขณะเกิดเหตุ อ. ไปที่ห้องพักของเพื่อนซึ่งอยู่ใกล้เคียงหรือเยื้องกับห้องพักที่ อ. กับ ภ. เช่าอยู่ แม้ อ. ไม่ได้ส่งมอบการครอบครองหรือฝากคอมพิวเตอร์ Notebook ไว้กับ ภ.
จึงเป็นกรณีที่ อ. ให้ ภ.ช่วยดูแลคอมพิวเตอร์ Notebook ชั่วคราวเฉพาะเหตุหรือชั่วระยะเวลาที่ อ.ไปห้องพักของเพื่อน ถือว่าคอมพิวเตอร์ Notebook ยังอยู่ใน ความครอบครองของ อ. เมื่อจำเลยชิงทรัพย์ดังกล่าวไป อ.เป็นผู้เสียหายมิใช่ ภ.เป็นผู้เสียหายตามฟ้อง
การที่ผู้เสียหายกับภรรยาจำเลยตกลงกัน โดยภรรยาจำเลยได้มอบเงินให้แก่ผู้เสียหายในวันที่มีการตกลงกันจำนวน 30,000 บาท อีก 30,000 บาทจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 2 เดือน หากชำระครบผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์ ต่อมาภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนตามที่ตกลงกัน จำเลยติดต่อขอชำระเงินส่วนที่เหลือ แต่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ยอมรับและจะดำเนินคดีต่อไป เช่นนี้ถือว่าผู้เสียหายตกลงยอมความกับจำเลยแล้วหรือไม่ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับแล้วหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 29/2560 ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีพนักงานสอบสวนบันทึกว่า น.ภรรยาของจำเลยซึ่งถูกกล่าวหาว่าข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายได้มาสถานีตำรวจเพื่อตกลงยอมความในคดีข่มขืนกระทำชำเรา โดยได้มอบเงินให้แก่ผู้เสียหายวันนี้ 30,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาทจะจ่ายกันภายใน 2 เดือนหลังจากขายบ้านได้แล้ว จึงได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน หมายเหตุจ่ายเงินครบ 60,000 บาทผู้เสียหายจะถอนแจ้งความ ไม่มีข้อความใดแสดงว่าผู้เสียหายตกลงสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องชำระเงินให้ครบ 60,000 เสียก่อน ผู้เสียหายจึงจะถอนคำร้องทุกข์แสดงให้เห็น ว่าในระหว่างนั้น ผู้เสียหายยังติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยอยู่ แม้ก่อนครบกำหนด 2 เดือน จำเลยโทรศัพท์ไปหาพนักงานสอบสวนบอกว่ามีเงินพร้อมที่จะชำระแล้ว ต่อมาพนักงานสอบสวนโทรศัพท์บอกจำเลยว่าผู้เสียหายไม่ยอมรับเงินและจะดำเนินคดีแก่จำเลย จะถือว่าผู้เสียหายเป็นฝ่ายผิดข้อตกลงยอมความไม่ได้ เพราะยังอยู่ในระหว่างที่ผู้เสียหายติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ทั้งการยอมความหรือไม่ เป็นสิทธิของผู้เสียหาย การที่จำเลยจะชำระเงินอีก 30,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายไม่รับ ก็เป็นเพียงข้อความที่แสดงว่าจำเลยมิได้ผิดนัดเท่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวหามีผลเป็นการยอมความอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (2) ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 3214/2560 การที่จำเลยทั้งสี่ให้การต่อผู้ดำเนินกรรมวิธีซักถามในฐานะผู้ถูกดำเนินกรรมวิธีหรือผู้ต้องสงสัย และต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน มิใช่คำให้การของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ เพราะขณะนั้นจำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้ถูกจับกุม กรณีไม่อยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ.มาตรา 84 วรรคสี่ คำรับสารภาพและถ้อยคำอื่นของจำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องห้ามรับฟังตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และการสอบปากคำจำเลยทั้งสี่โดยผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ เพราะขณะนั้นยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยทั้งสี่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้าย การสอบปากคำจำเลยทั้งสี่จึงเป็นเพียงการสอบถามเบื้องต้นในชั้นสืบสวนเท่านั้น ผู้ดำเนินกรรมวิธีและพนักงานสอบสวนไม่จำต้องแจ้งสิทธิใดๆให้จำเลยทั้งสี่ทราบก่อน บันทึกผลการดำเนินตามกรรมวิธีและบันทึกคำให้การของพยานรวมทั้งรถจักรยานยนต์และถังดับเพลิงของกลางจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นและได้มาโดยชอบ ไม่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.อ.มาตรา 226 และมาตรา 226/1
คำพิพากษาฎีกาที่ 9775/2560 เหตุยักยอกโคและถังแช่น้ำเชื้อตามคำฟ้องเกิดที่ฟาร์มโคของจำเลยที่จังหวัด กาฬสินธุ์ฟาร์มโคของโจทก์ร่วมที่ตำบลเขาไม้แก้วอำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยขอยืมทรัพย์จากโจทก์ร่วมมิใช่สถานที่เกิดเหตุในการกระทำความผิดยักยอกเมื่อจำเลยถูกจับที่ตำบลนาดีอำเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ของจำเลยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรยางตลาดซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้นย่อมเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรีไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่อำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรีทำการสอบสวนจำเลยเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120
คำพิพากษาฎีกาที่ 373/2559 จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท ท. เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าเบี้ยประกันที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัท ท.ไว้จากโจทก์จึงเป็นการรับไว้แทนบริษัท ท. เพื่อนำไปมอบให้แก่บริษัท ท. เงินค่าเบี้ยประกันภัยจึงตกเป็นของบริษัท ท. แล้ว การที่จำเลยที่ 2 เบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนเองตามที่โจทก์ฟ้อง บริษัท ท. เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2
คำพิพากษาฎีกาที่ 12716/2558 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1169 ที่บัญญัติว่าถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัทเฉพาะการเรียกค่าสินไหมทดแทน แต่การพิจารณาอำนาจฟ้องในคดีอาญาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในทางอาญา โจทก์ทั้ง 7 เพียงมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นที่ได้รับโอนมาจาก ว. ตั้งแต่เป็นผู้เยาว์ทั้งไม่ได้ใช้เงินเป็นค่าหุ้นหรือได้รับมอบใบหุ้นซึ่งเป็นใบสำคัญสำหรับหุ้น ไม่เคยเข้ามีส่วนในกิจการของบริษัทเมื่อพ้นภาวะการเป็นผู้เยาว์ไม่ได้เข้าร่วมกิจการตามสิทธิของผู้ถือหุ้น เช่นการประชุมผู้ถือหุ้น ร่วมรับกำไรหรือขาดทุนจากกิจการนั้นและไม่เคยมีส่วนได้เสียจากกิจการของบริษัทนั้น อันจะฟังได้ว่าเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาฐานใดทางหนึ่งจากการบริหารจัดการบริษัทของ ว. ซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดในลักษณะของการบริหารกิจการเจ้าของคนเดียว โจทก์ทั้ง 7 ไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 1939/2560 จำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ โดยจำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร ก. ชื่อบัญชี “เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาวิทยาลัย ป.” ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาว่าด้วยการดำเนินงาน หลักเกณฑ์และวิธีการกู้ยืมเงินกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา พ. ศ. 2546 ข้อ 33 เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์ดังกล่าว มิใช่เปิดบัญชีเพื่อกิจการของจำเลย บัญชีพิเศษที่เปิดขึ้นแยกต่างหากจากธุรกรรมอื่นของโรงเรียน สถานศึกษา หรือสถาบันการศึกษามีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวเพื่อรอนำไปชำระค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาของนักเรียนหรือนักศึกษาผู้ที่กู้ยืมเงินจากโจทก์เท่านั้น โจทก์โอนเงินเข้าไปในบัญชีเป็นการโอนเงินมาตามจำนวนเงินที่นักเรียนหรือนักศึกษาขอกู้ยืมจากโจทก์ แต่ยังไม่ถือเป็นการชำระค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาของผู้กู้ยืม เนื่องจากยังมีขั้นตอนสำคัญที่ต้องให้ผู้บริหารสถานศึกษาตรวจสอบเสียก่อนว่า นักเรียนหรือนักศึกษาผู้ขอกู้ยืมนั้นได้ลงทะเบียนต่อสถานศึกษาตามที่ขอกู้ยืมไว้ต่อโจทก์แล้วหรือไม่ หากนักเรียนหรือนักศึกษาผู้ขอกู้ยืมไม่ลงทะเบียนเรียนตามที่ขอกู้ยืมเงินกับโจทก์ไว้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องแจ้งให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (ธนาคาร ก.) ทราบภายใน 15 วันนับแต่วันสิ้นสุดการลงทะเบียนในแต่ละภาคการศึกษา เพื่อระงับการโอนเงินให้กู้ยืมเงินดังกล่าวไว้ก่อนและผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ต้องส่งเงินของผู้กู้ยืมที่ไม่ได้ใช้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมให้แก่กองทุนโจทก์ก่อนสิ้นแต่ละภาคการศึกษา ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาว่าด้วยการดำเนินงาน หลักเกณฑ์ และวิธีการกู้ยืมเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ดังนี้ต้องถือว่าเงินในบัญชีตั้งพักดังกล่าวตลอดจนดอกผลของเงินจำนวนนี้ (หากมี)ยังคงเป็นของโจทก์จนกว่าจะมีการดำเนินการดังกล่าวแล้วเสร็จ การที่จำเลยถอนเงินออกจากบัญชีตั้งพักหรือบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. แล้วซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารให้แก่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร จึงเป็นการนำเงินไปใช้ในกิจการอื่น อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541 มาตรา 11 โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรง มีอำนาจฟ้องจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นกระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใดๆโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 (เดิม)