ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

เจาะหลัก มาตราที่ต้องจำ (วิชาเลือก ทรัพย์สินทางปัญญา) ผู้ช่วยผู้พิพากษา ชุดที่ 1

เจาะหลัก มาตราที่ต้องจำ (วิชาเลือก ทรัพย์สินทางปัญญา) ผู้ช่วยผู้พิพากษา

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่ข้อ6 วิชาเลือก (เลือก 1 วิชา) 6.2 กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นเจาะหลัก มาตราที่ต้องจำ (วิชาเลือก ทรัพย์สินทางปัญญา) ผู้ช่วยผู้พิพากษา
เผยแพร่/ปรับปรุง17/09/2021 / 18/09/2021

รายละเอียดเบื้องต้น

ทบทวน* เจาะหลัก มาตราที่ต้องจำ ผู้ช่วยผู้พิพากษา ชุดที่ 1

(วิชาเลือก ทรัพย์สินทางปัญญา)  

พระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

--------------------------

      มาตรา ๖  (ออกสอบผู้ช่วยฯ ข้อ ๖ ปี ๔๙, ๕๖,๕๘,๕๙) งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด

         การคุ้มครองลิขสิทธิ์ไม่คลุมถึงความคิด หรือขั้นตอน กรรมวิธีหรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์

 

เจาะหลัก มาตราที่ต้องจำพร้อมออกสอบ*

๑. จะต้องเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดปรากฏเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งกฎหมายรับรองในมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง

           คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๘/๒๕๔๖ แม้แนวคิดทฤษฎีและความรู้ไม่ใช่สิ่งที่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖ ประสงค์จะให้ความคุ้มครองและผู้ใดจะนําแนวความคิด ทฤษฎีและข้อมูลความรู้ของบุคคลอื่นไปสร้างสรรค์งานของตนเองก็ได้ ทั้งนี้จะต้องมีเนื้อหารายละเอียดและลักษณะของการแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Idea) มิใช่เพียงแต่คัดลอกเลียนแบบของผู้อื่นในส่วนสาระสําคัญ

        ข้อสังเกต ตามฎีกาที่ ๑๙๐๘/๒๕๔๖ วางหลักไว้ว่า การแสดงออกซึ่งความคิดจะต้องไม่ไปลอกงานอันมีลิขสิทธิ์ของคนอื่น ถ้าไปลอกมาจะถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดไม่ได้

  

๒. มีการสร้างสรรค์โดยตนเอง

       เดิมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ ใช้คำว่า “โดยความริเริ่มของตัวเอง” 

        แต่ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗*** คำจํากัดความ ของผู้สร้างสรรค์ บัญญัติไว้เพียงว่า “ผู้ทําหรือผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์”

         ฉะนั้น จึงไม่จําเป็นจะต้องมีการริเริ่มของตนเอง แต่การสร้างสรรค์โดยตนเองต้องมีปัจจัย ๓ ประการประกอบกัน คือ แรงกาย (labor) ทักษะ (Skill) และวิจารณญาณ (judgment) งานที่ขาดปัจจัยตัวใดตัวหนึ่งจะไม่ได้ลิขสิทธิ์ เพราะไม่ถือว่ามีการสร้างสรรค์โดยตนเอง แม้จะมีการแสดงออกซึ่งความคิด ก็ตาม

          คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๕๐/๒๕๓๗ การจะเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นความสําคัญมิได้อยู่ที่ว่างานที่อ้างว่าได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นงานใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า บุคคลผู้นั้นได้ทําหรือก่อให้เกิดงานโดยใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์และงาน ดังกล่าวมีที่มาหรือต้นกําเนิดจากบุคคลผู้นั้น โดยบุคคลผู้นั้นมิได้คัดลอกหรือทําซ้ํา หรือดัดแปลงมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น ดังนั้น แม้การจัดทําพจนานุกรมจะมีวิธีจัดทําแบบเดียวกับวิธีที่ใช้มาแต่โบราณ โจทก์ก็อาจเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในพจนานุกรมนั้นได้ หากการจัดทําพจนานุกรมของโจทก์เป็นงานที่ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะ ในการสร้างสรรค์ ด้วยการให้บทนิยามหรือความหมายของคำต่าง ๆ พร้อมภาพประกอบ ความหมายของคำบางคำโดยการแสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มตามลีลาของโจทก์เอง และ โดยมิได้ทําซ้ําหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาต งานจัดทําพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นงานที่โจทก์ได้ทําขึ้นโดยใช้ความ อุตสาหะวิริยะในการสร้างสรรค์และมีที่มาจากโจทก์เอง ถือว่าโจทก์เป็นผู้ทําหรือก่อให้ เกิดงานโดยความคิดริเริ่มของตนเองและเป็น “ผู้สร้างสรรค์” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๔

        ข้อสังเกต แม้ฎีกานี้จะวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ แต่ยังสามารถอ้างอิงได้อยู่ เพราะหลักกฎหมายเหมือนกับกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับปัจจุบัน 

 

        มีความวิริยะอุตสาหะในการทําซ้ำหรือดัดแปลง มิอาจถือเป็นความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานถึงขนาดจะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามความหมายของกฎหมาย

      คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒๑/๒๕๕๒**** พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่า เป็นไปได้ที่โจทก์ร่วมวาดภาพแม่แบบก่อนการแกะแบบ โดยลอกแบบ ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจากงานประติมากรรมนางรําคู่ชิ้นหนึ่งที่ปรากฏอยู่ที่เสาปราสาท บายน จากนั้นจึงทําบล็อกและแกะแบบต่อไปตามลําดับ หรือไม่ก็อาจนําลายที่ลอกจาก งานศิลปะที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งที่เป็นศิลปะไทยหรือศิลปะขอมซึ่งสามารถเขียนลอกลาย กันได้อย่างง่ายดายมาเขียนลอกลงไปในส่วนที่เป็นรายละเอียดของงานประติมากรรม นางรําคู่ที่ปรากฏอยู่ที่เสาของโบราณสถานปราสาทบายนอีกเพียงเล็กน้อย แม้การทําซ้ำ หรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรําคู่ตามโบราณสถานจะต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความวิริยะอุตสาหะในการทําซ้ำหรือดัดแปลง มิอาจถือเป็นความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานถึงขนาดจะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามความหมายของกฎหมาย ดังนั้น ไม่ว่าจําเลยจะได้ขายของที่ทําซ้ำหรือดัดแปลงจากงานประติมากรรมนางรําคู่ตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ก็ตาม การกระทําของจําเลยย่อมไม่อาจเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม

 

         ชื่อหรือหัวข้อหลักสูตร การสัมมนาตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของผู้จัดแต่ละสถาบันจึงอาจซ้ำกันได้

         คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖๐/๒๕๕๓ วินิจฉัยว่า เอกสารประชาสัมพันธ์เป็น การเชิญชวนให้ลูกค้าของโจทก์เข้าร่วมสัมมนาที่โจทก์จัดขึ้น องค์ประกอบสําคัญของเอกสารประชาสัมพันธ์การอบรมสัมมนาดังกล่าวไม่ว่าผู้ใดจัดอบรมสัมมนาก็ต้องระบุชื่อ ผู้จัดฝึกอบรม ชื่อหลักสูตร หัวข้อการอบรม วิทยากร อัตราค่าอบรม วันเวลาสถานที่ อบรม เพื่อเป็นข้อมูลให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะอบรมหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นรายละเอียดจะต้องระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์ทั่วไป ดังนั้น ชื่อหรือหัวข้อหลักสูตร การสัมมนาตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของผู้จัดแต่ละสถาบันจึงอาจซ้ำกันได้ เอกสารประชาสัมพันธ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงยังไม่ถึงกับเป็นการใช้ความรู้ความสามารถ สติปัญญา วิริยะอุตสาหะที่เพียงพอถึงขนาดที่จะถือว่าเป็นการริเริ่มสร้างสรรค์ งานนิพนธ์อันเป็นวรรณกรรมที่จะได้รับความคุ้มครองตามลิขสิทธิ์

 

       ๓. งานใดบ้างเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์****

           ถ้านําเอางานสร้างสรรค์ ตามมาตรา ๖ มาวิเคราะห์ จะเห็นว่ามีอยู่ ๓ กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ

        กลุ่มแรก งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม และดนตรีกรรม จะเห็นว่า เป็นงานที่มีเนื้องานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ เช่น วรรณกรรม เนื้องานคืองานนิพนธ์ที่มีผู้สร้างสรรค์ นาฎกรรมก็มีคนรํา เต้นทําท่าทาง ศิลปกรรมที่เกิดจากการสร้างสรรค์เป็น ภาพวาด ภาพถ่าย ฯลฯ ดนตรีกรรมก็มีผู้ประพันธ์เพลงสร้างสรรค์เพลงขึ้นมา ในกลุ่มนี้ ล้วนเป็นเรื่องของตัวงานที่มีการสร้างสรรค์  

        กลุ่มสอง คือ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียง แพร่ภาพจะเห็นว่าแตกต่างจากกลุ่มแรก เพราะมีลักษณะไปทํางานที่มีการสร้างสรรค์ไปบันทึกหรือถ่ายทอดผ่านสื่อออกไป

        เช่น นํางานดนตรีกรรมมาทําเป็นมิวสิควีดีโอในรูปแบบของโสตทัศนวัสดุ หรือนําเพลงไปบันทึกลงในแผ่นซีดี ซึ่งก็คือสิ่งบันทึกเสียง เช่น เดียวกับงานแพร่เสียงแพร่ภาพ ก็ไม่ใช่ตัวเนื้องาน** แต่เป็นสื่อหรือวิธีการที่จะนํางานลิขสิทธิ์ที่มีการสร้างสรรค์เผยแพร่ไปสู่สาธารณชนจะกำกึ่งบ้างก็คือภาพยนตร์ที่อาจมองว่ามีการสร้างสรรค์ คือ สร้างภาพยนตร์ขึ้นมา

        แต่จากคำจํากัดความตามมาตรา ๔ “ภาพยนตร์” ก็คือ โสตทัศนวัสดุอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ในหลายประเทศจัดงานโสตทัศนวัสดุ สิ่งบันทึกเสียงและงานแพร่เสียงแพร่ภาพเป็นสิทธิข้างเคียง โดยกรณีของงานแพร่เสียงแพร่ภาพอาจจะแตกต่างจากงานอื่น เนื่องจากสามารถเอาสิ่งที่ไม่มีลิขสิทธิ์ไปแพร่เสียงแพร่ภาพได้ด้วย แต่ในประเทศไทยจัดกลุ่มนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์

        กลุ่มสาม คือ งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนก ศิลปะ กลุ่มนี้ไม่มีอยู่ในคำจํากัดความของมาตรา ๔ แต่จะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ไม่เข้าลักษณะงานตัวอื่น ๆ กรณีมีความจําเป็นต้องให้ความคุ้มครอง กลุ่มนี้อาจถูกใช้เป็นตัวอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ผ่านมายังไม่พบคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในกลุ่มนี้

        ฉะนั้น งานที่ผู้สร้างสรรค์ทําขึ้น จึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นงานอะไรก็ได้** เพราะกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องเป็นงานที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖ เท่านั้น (เน้น ๑๐๐ ดาว)

 

 

อ้างอิง วิชา กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อ.ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เนติฯ สมัยที่ ๗๔

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 1,435 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ