ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

คดีอาญา จำเลยรับสารภาพ จะอ้างว่าบันดาลโทสะ ขอลดหย่อนโทษ ได้หรือไม่?

คดีอาญา จำเลยรับสารภาพ จะอ้างว่าบันดาลโทสะ ขอลดหย่อนโทษ ได้หรือไม่?

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิม
หมวดหมู่แนวการฟ้องคดี สู้คดี ทนายความภาคปฏิบัติ
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นคดีอาญา จำเลยรับสารภาพ จะอ้างว่าบันดาลโทสะ ขอลดหย่อนโทษ ได้หรือไม่?
เผยแพร่/ปรับปรุง10/12/2024 / 10/12/2024

รายละเอียดเบื้องต้น

 

 คดีอาญา จำเลยรับสารภาพ แต่จะอ้างว่าบันดาลโทสะ ขอลดหย่อนโทษ ได้หรือไม่?

 

       ในคดีนี้เป็นคดีอาญาจำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทําผิดจริงตามฟ้อง แล้วไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์กฎหมายไม่ได้กําหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น จึงอยู่ในบังคับ ป.วิ.อ. ๑๗๖ วรรคหนึ่ง และจำเลยก็ไม่ได้ให้การตามประเด็นอะไรขึ้นมาอีกเลย รับสารภาพว่ากระทําผิดจริงตามฟ้อง แต่จำเลยอ้างเหตุโดยไม่ต้องยื่นคำให้การ อ้างด้วยคำแถลงทางวาจาต่อศาลเมื่อไหร่ก็ได้ก่อนคดีจะเสร็จการพิจารณา เมื่อจำเลยรับสารภาพคดีเสร็จการพิจารณาไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานต่อไป

       แต่ทนายจำเลยอ้างว่า แม้จำเลยจะกระทําความผิด ก็กระทําไปโดยบันดาลโทสะเนื่องจากถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรง ขอศาลได้โปรดกําหนดโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้ด้วย กล่าวคือ จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่องบันดาลโทสะเพื่อขอให้ศาลลดหย่อนโทษให้จำเลย จึงเป็นประเด็นที่ศาลในคดีอาญาต้องวินิจฉัยให้จะเอาหลักเกณฑ์เรื่องประเด็นข้อพิพาทในคดีแพ่งมาใช้ไม่ได้ เพราะจำเลยในคดีอาญาไม่จำเป็นต้องยื่นคำให้การ พอจำเลยแถลงอย่างนี้ โจทก์คัดค้านก็เป็นประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยเนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงว่าถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

       ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่จำเลยยกอ้างเหตุยกเว้นโทษลดหย่อนโทษขึ้นมาใหม่ จำเลยจึงต้องมีภาระการพิสูจน์ จำเลยต้องนําพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาล เห็นว่า จำเลยถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอย่างไร ซึ่งจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบเลย ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีเหตุที่จะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับลดหย่อนโทษ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๒

       จำเลยยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยบันดาลโทสะจริง แต่ไม่มีพยานหลักฐานในสํานวนจะให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก็ขอศาลอุทธรณ์สั่งให้สืบพยานหลักฐานกันใหม่ ในทางปฏิบัติศาลชั้นอุทธรณ์ฎีกาจะไม่อนุญาตให้สืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมอะไรกันอีก  เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจริง ๆ แต่เป็นการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์เฉพาะคดีนั้น

       ดังนั้น ประเด็นในเรื่องบันดาลโทสะจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยจะ ยกขึ้นอุทธรณ์เป็นการเปิดประเด็นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง อนุโลมไปใช้ในคดีอาญาด้วยโดย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

 คำบรรยายเนติฯ พยานหลักฐาน (อ.จรัญฯ) ครั้งที่ ๑ สมัยที่  ๗๗

 

 

แนวทางคดี

        ๑. ทนายจำเลยอ้างว่า แม้จำเลยจะกระทําความผิด ก็กระทําไปโดยบันดาลโทสะเนื่องจากถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรง ขอศาลได้โปรดกําหนดโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษ

        ๒. เป็นเรื่องที่จำเลยยกอ้างเหตุยกเว้นโทษลดหย่อนโทษขึ้นมาใหม่ จำเลยจึงต้องมีภาระการพิสูจน์ จำเลยต้องนําพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาล เห็นว่า จำเลยถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอย่างไร

        ๓. ดังนั้น ต้องทำคำให้การ หากจะรับสารภาพ ก็ให้การรับสารภาพ แล้วอ้างเหตุ "บันดาลโทสะ"

        ๔. จำเลยก็จะมีภาระการพิสูจน์ ว่า "บันดาลโทสะ" อย่างไร 

 

 

 

 

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level ที่อนุญาต