การอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มีหลักการอย่างไร (ฎีกาที่ 511/2558)
การอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มีหลักการอย่างไร
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
| หมวดหมู่ | สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมาย วิ.แพ่ง (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา) |
|---|---|
| ประเภทไฟล์ | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | การอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มีหลักการอย่างไร (ฎีกาที่ 511/2558) |
รายละเอียด
การอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มีหลักการอย่างไร ***********
ข้อมูลเพิ่มเติม
ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 511/2558 ป.วิ.พ. มาตรา 223 อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ย่อมมีผลเป็นการลบล้างกระบวนพิจารณาย้อนไปถึงขณะมีคำสั่งรับคำฟ้องเสมือนมิได้มีการสั่งรับคำฟ้องมาก่อน คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งใหม่ว่าไม่รับฟ้องโจทก์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ เป็นการสั่งคืนค่าขึ้นศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง และมิได้เป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลย จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น หมายเหตุ 1. หลักการอุทธรณ์และฎีกาตาม ป.วิ.พ. เดิม ถือหลักทั่วไปว่า การอุทธรณ์หรือฎีกาถือว่าเป็นสิทธิ 1.1 เพราะบทบัญญัติในมาตรา 223 ว่าด้วยการอุทธรณ์ บัญญัติในลักษณะที่ว่า โดยหลักการแล้วอุทธรณ์ได้เสมอ เว้นแต่จะเข้าข้อห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 1.2 การฎีกาในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 เดิม ได้บัญญัติให้นำลักษณะ 1 ว่าด้วยการอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ดังนั้น หลักการฎีกาตาม ป.วิ.พ. เดิม ถือว่าเป็นสิทธิ เว้นแต่จะเข้าข้อห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 1.3 ต่อมา ในปัจจุบันนี้ ได้มีการยกเลิก ป.วิ.พ. มาตรา 247 แล้ว หลักการอุทธรณ์ ฎีกาจึงเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะได้มีการบัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด การจะฎีกาจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาก่อน ดังนั้น การฎีกาในคดีแพ่งในปัจจุบันจึงไม่เป็นสิทธิอีกต่อไป มีเฉพาะการอุทธรณ์เท่านั้นถือเป็นสิทธิ 2. สิทธิในการอุทธรณ์ 2.1 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วผู้ใดไม่พอใจอาจอุทธรณ์ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุดหรือมีกฎหมายบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์ 2.2 คำสั่งใดๆ ของศาลชั้นต้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติให้คำสั่งเป็นที่สุดหรือบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์แล้ว คู่ความย่อมมีสิทธิจะอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ (เทียบฎีกาที่ 324/2503 และ 5589/2536) 2.3 สิทธิที่จะอุทธรณ์ไม่ได้อยู่ที่ผลการแพ้ชนะ ดังนั้น ถ้าผู้ชนะคดีไม่พอใจหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ชนะคดี ผู้ชนะคดีย่อมอุทธรณ์ในประเด็นนั้นได้ (ฎีกา 900/2505, 524/2513,1404/2520) 3. ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว บุคคลต่อไปนี้ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อไปได้ 3.1 คู่ความ 3.2 ผู้มีส่วนได้เสียที่ถูกกระทบกระทั่งโดยคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น เช่น ผู้ถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล (ฎีกาที่ 66/2516) หรือผู้รักษาทรัพย์ที่ถูกยึดใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ถ้าไม่พอใจคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับค่ารักษาทรัพย์ (เทียบฎีกาที่ 193/2502) หรือผู้ค้ำประกันในศาลเพื่อชำระหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 (เทียบฎีกาที่ 802/2517) หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แม้เป็นเจ้าพนักงานศาลแต่มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินและฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ ข้อสังเกต เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลเพราะเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นส่วนหนึ่งของศาลไม่อาจจะเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ (เทียบฎีกาที่ 234/2506 และ 251/2506) แต่มีคำพิพากษาฎีกาที่ 12335/2557 แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความก็ตาม แต่การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรับผิดชอบต่อโจทก์โดยตรง เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 4. อุทธรณ์เป็นคำฟ้อง อุทธรณ์ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้น อุทธรณ์เป็นคำคู่ความ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ตรวจสั่งรับ หรือไม่รับ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18, 230, 232 5. การยื่นอุทธรณ์จะต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด หนึ่งเดือน (ไม่ใช่ 30 วัน) นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ระยะเวลาซึ่งกำหนดไว้ หนึ่งเดือนตามมาตรา 229 นั้นจะรวมทั้งการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ก็ต้องกระทำภายในหนึ่งเดือนเช่นเดียวกัน (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 199/2496) 6. การคำนวณระยะเวลา หนึ่งเดือน ในทางปฏิบัติเมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ระยะเวลาหนึ่งเดือนให้นับดังต่อไปนี้ 6.1 ถ้าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 4 เมษายน จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 4 พฤษภาคม ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคสอง 6.2 ถ้าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 30 เมษายน จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคแรก 6.3 ถ้าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 31 พฤษภาคม จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคแรก 6.4 ถ้าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 31 มกราคม จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 หรือ 29 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคแรก 6.5 ถ้าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 30 มกราคม จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 28 หรือ 29 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคแรก 6.6 ถ้าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งวันที่ 28 หรือ 29 กุมภาพันธ์ จะต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 31 มีนาคม ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคแรก 6.7 หากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์เป็นวันหยุดทำการคู่ความย่อมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ในวันที่เริ่มทำงานใหม่ต่อจากวันหยุดทำการนั้นได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/8 แต่หากศาลมีคำสั่งขยายเวลาอุทธรณ์ก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 193/7 ซึ่งให้นับเอาวันที่ต่อจากวันสุดท้ายของระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่ขยายออกไป (เทียบฎีกาที่ 128-129/2536) อ้างอิง : อาจารย์ประยุทธ์