หลักการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223
หลักการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
| หมวดหมู่ | สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมาย วิ.แพ่ง (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา) |
|---|---|
| ประเภทไฟล์ | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | หลักการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 |
รายละเอียด
หลักการอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ถือว่าเป็นสิทธิ แต่ประเด็นมีว่า ป.วิ.พ. มีข้อจำกัดสิทธิไว้อย่างไร **************
ข้อมูลเพิ่มเติม
ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 870/2558 ป.วิ.พ. มาตรา 223 อุทธรณ์ มาตรา 309 ทวิ เพิกถอนการขายทอดตลาด จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในประเด็นที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ไปโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงว่า การขายทอดตลาดได้ราคาต่ำเกินสมควร จึงเป็นการร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำสั่งนั้นเป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ วรรคท้าย จำเลยที่ 1 ไม่อาจอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นในประเด็นได้อีก หมายเหตุ ตาม ป.วิ.พ. ได้วางข้อจำกัดสิทธิห้ามอุทธรณ์ไว้ดังนี้ 1. ถ้าเป็นกรณีต้องด้วยมาตรา 138, 168, 188, 222 ห้ามมิให้อุทธรณ์ 2. ถ้ากรณีต้องด้วย มาตรา 224, 225, 226 ห้ามมิให้อุทธรณ์ (ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป) 3. ข้อจำกัดตาม ป.วิ.พ. ห้ามมิให้อุทธรณ์ ถ้ามีบทบัญญัติให้คำสั่งศาล ชั้นต้นเป็นที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วย 3.1 กรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14 เรื่องคัดค้านผู้พิพากษา เมื่อศาลมีคำสั่งประการใดแล้วก็เป็นที่สุด 3.2 กรณีตามมาตรา 136 ที่โจทก์ยอมรับเงินที่จำเลยมาวางต่อศาลโดยยอมรับผิดและโจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องอย่างอื่นอีกและศาลพิพากษาตามนั้น คำพิพากษานั้นเป็นที่สุด 3.3 กรณีตามมาตรา 137 กรณีที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้อย่างอื่นตามที่จำเลยให้การยอมชำระ และศาลได้พิพากษาไปตามนั้น คำพิพากษานั้นเป็นที่สุด 3.4 กรณีตามมาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ เมื่อศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ คำสั่งศาลที่อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่เป็นที่สุด 3.5 กรณีตามมาตรา 203 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 201 และ 202 ในกรณีที่โจทก์หรือคู่ความทั้งสองฝ่ายขาดนัดพิจารณา 3.6 กรณีตามมาตรา 267 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอในเหตุฉุกเฉินของโจทก์หรือยกเลิกคำสั่งในเหตุฉุกเฉินตามคำขอของจำเลย คำสั่งเช่นนี้เป็นที่สุด 3.7 กรณีตามมาตรา 288 วรรคท้าย เป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายหรือจำหน่ายสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ตามมาตรา 288 วรรคสอง (1) และ (2) คำสั่งของศาลเป็นที่สุด 3.8 กรณีตามมาตรา 290 วรรคท้าย กรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอเฉลี่ยหรือผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา 287 หรือมาตรา 289 ดำเนินการบังคับคดีตามมาตรา 290 วรรคแปด คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นที่สุด 3.9 กรณีตามมาตรา 291 วรรคท้าย ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ขอเฉลี่ย ซึ่งยื่นไม่ทันตามกำหนด มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่เหลือหรือเข้าดำเนินการบังคับคดี คำสั่งของศาลเป็นที่สุด 3.10 กรณีตามมาตรา 293 วรรคสาม ที่ศาลสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำขอของลูกหนี้รวมทั้งคำสั่งยกคำขอของลูกหนี้ คำสั่งของศาลดังกล่าวเป็นที่สุด 3.11 กรณีตามมาตรา 306 วรรคสอง คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน และมาตรา 309 คำสั่งศาลที่ให้รวมการขาย แยกการขาย หรือขายตามลำดับ คำสั่งศาลเช่นนี้เป็นที่สุด ให้ศึกษาเพิ่มเติมจากฎีกาต่อไปนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 472/2551 ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง, 288 ป.วิ.พ. มาตรา 288 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า “...ถ้าปรากฏว่าทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้นานไม่ได้ ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินเช่าว่านี้โดยไม่ชักช้า” คดีนี้โจทก์นำยึดข้าวเปลือกโดยอ้างว่าเป็นของจำเลย และยื่นคำร้องขอให้นำออกขายทอดตลาดเนื่องจากว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นข้าวเปลือกที่เก็บไว้นานอาจเกิดความเสียหายได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจำหน่ายทรัพย์ที่ยึดและนำเงินจำนวนดังกล่าวเก็บรักษาไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งมาตรา 288 วรรคสาม บัญญัติให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้งดการขายทอดตลาดข้าวเปลือก เท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตตามมาตรา 288 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นที่สุดแล้ว คำร้องดังกล่าวมิใช่คำร้องขอให้งดการบังคับคดีหรือคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องได้ แม้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่เป็นเหตุให้ผู้ร้องฎีกาต่อไปได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมาเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อสังเกต กรณีที่ ป.วิ.พ. มิได้บัญญัติห้ามอุทธรณ์ไว้ แต่ปรากฏว่าศาลฎีกาได้วางหลักห้ามอุทธรณ์ไว้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 861/2503 ป.วิ.พ. มาตรา 3, 31 (1), 33, 55, 85, 223, 247 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 193, 216 ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเมื่อศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวน ศาลก็ย่อมฟังข้อเท็จจริงได้จากหลักฐานและคำพยานที่ปรากฏมีอยู่ในสำนวนประกอบการวินิจฉัยได้ทั้งหมดไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้อ้างหรือนำมาสืบ และผู้ถูกหาว่าละเมิดอำนาจศาลก็มีโอกาสซักค้านพยานนั้นได้อยู่แล้ว ศาลย่อมฟังลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทำร้ายพยานโจทก์ข้างฝานอกห้องพิจารณาบนศาล ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าพยานโจทก์ทำร้ายผู้ร้องฝ่ายเดียว ต่างฝ่ายต่างขอให้ลงโทษอีกฝ่ายในฐานละเมิดอำนาจศาล ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า ผู้ร้องทำร้ายพยานโจทก์ ลงโทษผู้ร้องข้างเดียวฐานละเมิดอำนาจศาล จำคุก 4 เดือน เช่นนี้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาว่าพยานโจทก์ดังกล่าวมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลด้วยเพราะผู้ร้อง ไม่ใช่ผู้เสียหายในส่วนการละเมิดอำนาจศาลของพยานโจทก์ดังกล่าวนั้น คำพิพากษาฎีกาที่ 1248/2535 ป.วิ.พ. มาตรา 31 ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดต่อศาล และการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นย่อมมีผลเท่ากับให้ยกคำร้อง ของ ทนายจำเลยที่ขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจำเลยและทนายจำเลยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิฎีกาคำพิพากษาต่อไป. คำพิพากษาฎีกาที่ 1116/2503 ป.วิ.พ. มาตรา 254, 255, 257 เมื่อเสร็จการพิจารณาแล้ว ก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งอายัดหรือให้ระงับการโอนที่ดิน ของจำเลยไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 254, 255, 257 ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและมีคำพิพากษาในคดีถึงที่สุด ดังนี้ ศาลฎีกาไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาว่า ด้วยวิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษาได้ คำสั่งคำร้องที่ 569/2537 ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคสอง คำสั่งของศาลในเรื่องทุเลาการบังคับเป็นอำนาจเฉพาะศาลเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องทุเลาการบังคับอย่างใดแล้วคู่ความจะฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์อีกไม่ได้และคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาและขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา คำพิพากษาฎีกาที่ 2168/2532 ป.วิ.พ. มาตรา 231, 264 การทุเลาการบังคับและการเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับกฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป ถ้าเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ก็เป็นเรื่องที่ อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวแล้ว คู่ความจะฎีกาคำสั่งนั้นต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และบังคับตาม ฟ้องแย้งขอจำเลย โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ เช่นนี้ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวก่อนศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ไต่สวนและกำหนดวิธีการห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่พิพาทอีกต่อไป ก็เท่ากับเป็นการขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่อนุญาตให้โจทก์ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ และบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่เป็นการร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา เพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์ที่พิพาทกันได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 264 แห่ง ป.วิ.พ. เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งนั้นอีกไม่ได้. คำสั่งคำร้องที่ 617/2515 ป.วิ.พ. มาตรา 252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ให้สิทธิคู่ความที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกา ที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของฝ่ายหนึ่งไว้แล้ว อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งว่าศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ย่อมโต้แย้งได้ในคำแก้ฎีกา คำสั่งคำร้องที่ 589/2518 ป.วิ.พ. มาตรา 232 เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยแล้ว โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาของจำเลยไว้แล้วนั้น หาได้ไม่ อ้างอิง : อาจารย์ประยุทธ์