เพียงข้อความเขียนว่าเพื่อชำระหนี้เงินกู้ไว้ด้านหลังเช็คพิพาท (ฎีกาที่ 7050/2557)
ฎีกาใหม่ เพียงข้อความเขียนว่าเพื่อชำระหนี้เงินกู้ไว้ด้านหลังเช็คพิพาท (ฎีกาที่ 7050/2557)
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
| หมวดหมู่ | สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา) |
|---|---|
| ประเภทไฟล์ | |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | เพียงข้อความเขียนว่าเพื่อชำระหนี้เงินกู้ไว้ด้านหลังเช็คพิพาท (ฎีกาที่ 7050/2557) |
รายละเอียด
***ไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐาน เพียงข้อความเขียนว่าเพื่อชำระหนี้เงินกู้ไว้ด้านหลังเช็คพิพาทและลงลายมือชื่อไว้เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 เท่ากับมูลหนี้แห่งการกู้ยืมเงิน ที่อ้างว่าได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้นั้น มิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงเป็นมูลหนี้ที่ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย ไม่ครอบองค์ประกอบเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 7050/2557 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2553 โจทก์ทำสัญญา ซื้อขายเครื่องครัวสแตนเลสหลายรายการกับนางสาวอารยา สัจจเลิสรัตน์ ในราคา 1,466,435 บาท โดยางสาวอารยาส่งมอเช็คธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2553 จำนวนเงิน 208,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 จำนวนเงิน 306,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2553 จำนวนเงิน 303,000 บาท และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 30 มกราคม 2554 จำนวน เงิน 218,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้บางส่วนตามสัญญาซื้อ ขายสินค้าเครื่องครัวสแตนเลสดังกล่าว ซึ่งเช็คทั้งสี่ฉบับนั้นเป็นเช็คที่ จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายเอชำระหนี้เงินกู้อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและ บังคับได้ตามกฎหมาย ครั้นเมื่อเช็คทั้งสี่ฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระ โจทก์นำไปเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของ ธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลเดียวกัน ว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ฉบับที่ 2 ถึงที่ 4 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ตามลำดับ ก่อนฟ้องคดี โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คทั้งสี่ฉบับแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย การกระทำ ของจำเลยทั้งสองเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการให้เงิน ตามเช็คนั้น หรือในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้ เงินได้ หรือให้ใช้เงินที่มีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะ พึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บาง ส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินหรือไม่ เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็ค นั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด อันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษา ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อใน คำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า” ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเเธ ทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มี อำนาจ จำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 จำนวน 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2553 จำนวนเงิน 208,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 จำนวนเงิน 306,000 บาท ฉบับที่ 3 ลงวัน ที่ 30 ธันวาคม 2553 จำนวนเงิน 303,000 บาทและฉบับที่ 4 ลง วันที่ 30 มกราคม 2554 จำนวนเงิน 218,000 บาท โจทก์เป็น ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับโดยชอบ เมื่อเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับถึงกำหนด ชำระเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย เงินทั้งสี่ฉบับโดยให้เหตุผลอย่างเดียวกันว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย มี ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์มีมูลหรือไม่ คดีได้ ความจากทางไต่สวนของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ ฉบับให้นายฟลุ๊คลี่หรือฟลุ๊ค (เฉี่ยวฝู หู) สามีของนางสาวอารยา สัจจ เลิศรัตน์ แล้วนางสาวอารยานำเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับนั้นมามอบให้โจทก์ อีกต่อหนึ่ง ดังนั้น โจทก์จึงต้องมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับให้แก่นายฟลุ๊คลี่หรือฟลุ๊ค (เฉี่ยวฝู หู) เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็น องค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย ความผิดเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2535 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ตามทาง ไต่สวนของโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสี่ ฉบับเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินไปจากนายฟลุ๊คลี่หรือ ฟลุ๊ค (เฉี่ยวฝู หู) โดยไม่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินไว้เป็นหลักฐาน โจทก์ คงมีแต่พยานหลักฐานที่เป็นข้อความที่จำเลยที่ 2 เขียนว่าเพื่อชำระหนี้เงินกู้ไว้ด้านหลังเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับ และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ไว้เท่านั้น ซึ่งลำพังพยานหลักฐานดังกล่าวรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 ได้นำเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับมาชำระหนี้เงินกู้เท่านั้น หาได้มีความหมายว่า จำเลยที่ 2 ได้กู้ยืมเงินนายฟลุ๊คลี่หรือฟลุ๊ค (เฉี่ยวฝู หู จึงถือไม่ได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 เท่ากับมูลหนี้แห่งการกู้ยืมเงินที่โจทก์อ้างว่าได้ออกเช็คพิพาททั้งสี่ฉบับเพื่อชำระหนี้นั้นมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือ ชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงเป็นมูลหนี้ที่ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ตาม กฎหมาย ไม่ครอบองค์ประกอบเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น” พิพากษายืน