ป.วิ.อาญา มาตรา 172 วรรคสอง ฎีกาที่ 7735/2557 (ฎีกาใหม่*)
ป.วิ.อาญา มาตรา 172 วรรคสอง ฎีกาที่ 7735/2557 (ฎีกาใหม่*)
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
| หมวดหมู่ | สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมาย วิ.อาญา (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา) |
|---|---|
| ประเภทไฟล์ | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | ป.วิ.อาญา มาตรา 172 วรรคสอง ฎีกาที่ 7735/2557 (ฎีกาใหม่*) |
รายละเอียด
***ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนาย โจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลย ไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลย ให้ชัดเจน กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ในเวลากลางคืนและในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การ รับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคำพิพากษา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบไม่ด้วย มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 7735/2557 (ฎีกาใหม่*) โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 เวลากลางคืน ก่อนเที่ยง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็น เคหสถานที่อยู่อาศัยของนางสาวสุมาลี เทพสุวรรณ ผู้เสียหาย แล้วลัก เอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 2,000 บาท ซีพียู เครื่องบันทึก ความจำของคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ราคา 5,000 บาท แอร์การ์ดทรู 1 อัน ราคา 1,000 บาท และเอ็กซ์เทอร์นอลหน่วยความจำ 1 ตัว ราคา 2,000 บาท รวมราคาทรัพย์ 10,000 บาท ของผู้เสียหายที่เก็บ รักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบ ครองของนายพร้อมพงษ์หรือทันปาลา และยึดซีพียู เครื่องบันทึกความจำ ของคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย ขณะอยู่ในความครอบครองของบุคคล อื่นซึ่งจำเลยนำไปขายเป็นของกลาง ทั้งนี้ จำเลยเป็นคนร้ายร่วมกันกับ พวกบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือหลังเกิดเหตุลักทรัพย์แล้ว ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 ติดต่อกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับ รู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,335,357 และให้ จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 2 รายการ เป็นเงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การ พิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยัง ไม่ได้คืน 2 รายการ เป็นเงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนาย โจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือ ไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลย ไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถาม ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลา กลางคืนและในเคหสถานหรือรับรองโจรฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้น อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตาม ฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพ ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือข้อหา รับของโจร แล้วจึงพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาที่จำเลยให้การ รับสารภาพดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลย ให้ชัดเจน กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ในเวลากลางคืนและในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การ รับสารภาพในข้อหาดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไป ตลอดจนคำพิพากษา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ชอบไม่ด้วย” พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยใหม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี