การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับการจ่ายชดเชย ฎีกาที่ 2426/2557 (ฎีกาใหม่** )
การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับการจ่ายชดเชย ฎีกาที่ 2426/2557 (ฎีกาใหม่** )
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
| หมวดหมู่ | สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายพิเศษ ต่างๆ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา) |
|---|---|
| ประเภทไฟล์ | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับการจ่ายชดเชย ฎีกาที่ 2426/2557 (ฎีกาใหม่** ) |
รายละเอียด
*** การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับการจ่ายชดเชยเป็นคนละกรณีและบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติ ต่างหากจากัน โดยลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่จะพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และ มาตรา 119 ส่วนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพิจารณาตามพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49***
ข้อมูลเพิ่มเติม
คำพิพากษาฎีกาที่ 2426/2557 (ฎีกาใหม่** ) โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2528 จำเลยจ้างโจทก์ เข้าทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการสนาม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 32,900 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 และ 20 ของเดือน วันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ แต่การเลิกจ้างทำให้โจทก์ตกงาน ขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพและครอบครัว จึงขอเรียกค่าเสียหายในการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 756,700 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 356,700 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล บำรุงรักษาสนามกอล์ฟให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เรียบร้อยพร้อมทีจะให้ บริการแก่นักกอล์ฟ ควบคุมดูแลพนักงานให้มีความประพฤติและ ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กฎระเบียบของจำเลย รวมทั้ง การปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา รายละเอียดตามคำบรรยายลักษณะงานและใบสมัครงานของโจทก์ เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 และ 3 ในระหว่างการทำงาน โจทก์ บกพร่องต่อหน้าที่ปล่อยปละละเลยต่อการบำรุงรักษาและพัฒนา สนามกอล์ฟ เครื่องมือและเครื่องจักร จนเป็นเหตุให้สนามกอล์ฟชำรุด ทรุดโทรม เครื่องมือและเครื่องจักรเสียหายใช้การไม่ได้ นายพิเศษ ตู้จินดา ผู้จัดการทั่วไปว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ด้วยวาจาหลายครั้ง แต่โจทก์เพิก เฉยไม่ปฏิบัติงานในหน้าที่ให้ดีขึ้นตามที่ถูกว่ากล่าวตักเตือน นอกจาก นี้โจทก์สั่งให้คนงานของสนามกอล์ฟเก็บขยะและวัสดุเหลือใช้ของ จำเลย เช่น กระดาษ กระป๋องเบียร์ ขวดน้ำ ไปขายแก่บุคคลภายนอก แล้วนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต โดยมิได้นำส่งเป็น รายได้ของจำเลย อันเป็นไปตามระเบียบของจำเลย ทำให้จำเลยเสียหาย ขาดรายได้เดือนละกว่า 5,000 บาท แต่จำเลยขอเดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 ถึงเดือนมีนาคม 2551 เป็น เวลา 123 เดือน เป็นเงิน 615,000 บาท การกระทำของโจทก์ เป็นการกระทำที่ผิดวินัย ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ของจำเลย และจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้าง โจทก์โดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวม 361,900 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับ ความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 615,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 และ 3 เป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นมาภายหลัง ไม่สามารถใช้บังคับ แก่โจทก์ได้ เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชามาตลอด โจทก์ไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ เพราะโจทก์ทำงานตามคำสั่งของผู้บังคับ บัญชา จำเลยไม่รับความเสียหายตามฟ้องแย้ง โจทก์จึงไม่ต้อง รับผิดต่อจำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระค่า สินไหมทดแทน 124,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาต้อง วินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำให้การและฟ้องแย้งชอบด้วย กฎหมายหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยต้องทำคำฟ้องแย้งให้พอ เข้าใจซึ่งคำฟ้องแย้งมีสภาพเดียวกับคำฟ้องจึงต้องมีคำขอท้าย ฟ้องแย้งโดยจำเลยต้องทำคำขอท้ายคำฟ้องคดีแรงงานเพื่อให้ศาล บังคับตามข้อหา แต่จำเลยกลับไม่มีคำขอท้ายฟ้องแย้งคดีแรงงาน คำให้การและฟ้องแย้งเพียงแต่แก้ข้อกล่าวหาและบรรยายเรื่องการ เลิกจ้างโจทก์เท่านั้น ศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา บังคับโจทก์ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย เป็นการขัดต่อพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การแก้ข้อกล่าวหาว่าของโจทก์พร้อมฟ้อง แย้ง โดยในส่วนฟ้องแย้งจำเลยบรรยายสภาพข้อกล่าวหาว่าโจทก์ใช้ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลย คัดแยกขยะของจำเลยไปขาย แล้วนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยทุจริต เป็นการกระทำให้ จำเลยได้รับความเสียหายต้องขาดรายได้เป็นเงิน 615,000 บาท ขอ ให้ยกฟ้องโจทก์ และในส่วนฟ้องแย้งจำเลยมีคำขอบังคับให้โจทก์ ชดใช้ค่าเสียหาย 615,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อันเป็นฟ้องแย้งที่แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของจำเลย และคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธี พิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 แล้ว โดยคำขอบังคับ ของฟ้องแย้งไม่จำต้องระบุคำว่า “คำขอท้ายฟ้องคดีแรงงาน” จึงจะ เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยกฎหมายดังที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่า การเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ ว่า ในการเลิกจ้างจำเลยยังคงจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งที่กล่าวหาว่า โจทก์มีความผิดร้ายแรงและทุจริตต่อหน้าที่ไม่สมเหตุสมผล การที่ จำเลยจ่ายค่าชดเชยจึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ถือว่า เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับ การจ่ายชดเชยเป็นคนละกรณีและบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติ ต่างหากจากัน โดยลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยหรือไม่จะพิจารณาตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 และ มาตรา 119 ส่วนการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพิจารณาตามพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ดังนั้น การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์จึงมิใช่ข้อเท็จ จริงที่จะฟังเป็นยุติว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมดังที่โจทก์อุทธรณ์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่มีความผิด เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็น ธรรม จำเลยให้การถึงสาเหตุหนึ่งที่เลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ใช้ คนงานเก็บขยะและวัสดุเหลือใช้ของจำเลยไปขายให้บุคคลภายนอก แล้วไม่นำเงินที่ได้ส่งเป็นรายได้ของจำเลย อันเป็นการทำให้จำเลยได้ รับความเสียหาย จำเลยจึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ ฟ้อง แย้งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน” พิพากษายืน