ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 16 ภาค 1 สมัย 67

บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 16 ภาค 1 สมัย 67

สิทธิ์ใช้งาน
เอกสารนี้เปิดให้สมาชิกที่ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบแล้วดาวน์โหลดได้ โดยสมาชิก Level 1 ใช้งานได้เมื่อบัญชีมีสถานะ Active ส่วนบริการ Level 2 ยังคงตรวจสอบตามสิทธิ์และวันหมดอายุของระบบ
หมวดหมู่สกัดหลัก-ฎีกาเด่น กลุ่มกฎหมายพิเศษ ต่างๆ (เตรียมสอบ เนติฯ อัยการ ผู้พิพากษา)
ประเภทไฟล์www
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นบทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 16 ภาค 1 สมัย 67

รายละเอียด

บทบรรณาธิการเนติบัณฑิต เล่มที่ 16 ภาค 1 สมัย 67 คำถาม ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะต้องคำนึงหรือไม่ว่าผู้กระทำมีสิทธิเข้าไปได้หรือไม่? คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 14258/2555 “ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักเอาประตูเหล็กพับยืด 4 บาน ราคา 20,000 บาท ของวัดหนองบัว ซึ่งวางอยู่บริเวณข้างศาลาการเปรียญของวัดหนองบัวไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335(8) หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า องค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยมีสิทธิเข้าไปได้หรือไม่ เพราะการบริการสาธารณะทุกคนก็มีสิทธิเข้าไปใช้ได้อยู่แล้ว เมื่อได้ความว่าประตูเหล็กพับยืดวางอยู่ติดกับศาลาการเปรียญ ถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะ ตามฟ้องแล้วนั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) นอกจากองค์ประกอบความผิดที่ว่าสถานที่ที่ลักทรัพย์ต้องเป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะแล้ว ผู้ที่เข้าไปลักทรัพย์ต้องเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุลักทรัพย์วัดหนองบัวได้หวงห้ามหรือปิดกั้นมิให้ประชาชนซึ่งเข้าไปในวัดหนองบัวเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ การที่จำเลยเข้าไปลักประตูเหล็กพับยืดในบริเวณที่เกิดเหตุจึงมิใช่เป็นการเข้าไปลักทรัพย์ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335(8) คงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 คำถาม ถูกรุมชกจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุหรือไม่? ผู้กระทำความผิดวิ่งหนีแล้ว เธ ยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่? คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้ คำพิพากษาฎีกาที่ 14559/2556 จำเลยที่ 1 ชักอาวุธปืนยิงผู้ตายกับ ป. 3 นัด ผู้ตายกับ ป. วิ่งหนี จากนั้นจำเลยที่ 2 คว้าอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 ไล่ยิงผู้ตายกับ ป. อีก 3 นัด กระสุนปืนถูกบ่าและต้นขาของผู้ตาย 4 รู แม้ไม่ปรากฏว่ารอยกระสุนใดเกิดจากการยิงของจำเลยทั้งสองแยกต่างหากจากกัน แต่รอยกระสุนแต่ละรู ถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายอันอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ทุกรอย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 เมื่อเกิดเหตุรถเฉี่ยวกัน การที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในอาการมึนเมามาตะโกนด่ากัน แล้วจำเลยทั้งสองเลี้ยวรถกลับมาหาผู้ตายกับ ป. ซึ่งจอดรถอยู่ในที่เกิดเหตุ แม้ฝ่ายผู้ตายพูดด้วยว่าถ้าแน่จริงให้ลงมา แต่จำเลยทั้งสองก็ยังนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ที่แล่นมาจอดห่างประมาณ 3-5 เมตร และไม่มีพฤติการณ์อื่นให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองสมัครใจทะเลาะวิวาท การที่ผู้ตายกับ ป. เข้าไปรุมชกจำเลยทั้งสองซึ่งยังนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสมัครใจเข้าต่อสู้กับผู้ตาย นับว่าเป็นเธ ยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมมีอำนาจกระทำการป้องกันสิทธิของตนได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายกับ ป. โดยที่ผู้ตายกับ ป. ไม่มีอาวุธและเพียงแต่ชกจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ป. กับผู้ตายวิ่งหนีแล้วเธ ยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายย่อมสิ้นสุดลง การที่จำเลยที่ 2 คว้าอาวุธปืนจากจำเลยที่ 1 ไล่ยิงผู้ตายในทันทีทันใดนั้นโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการใดอันเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 2 อีก จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตาย

ไม่มีข้อมูลแนบ ไฟล์แนบ: ไม่มีไฟล์ที่ใช้งานได้บนเซิร์ฟเวอร์ · เข้าชม 2,374 ครั้ง