ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในประเทศไทย / พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในประเทศไทย

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในประเทศไทย
เผยแพร่/ปรับปรุง05/05/2018 / 05/05/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1442/2542   

    
 
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 มาตรา 14

 
ป.วิ.อ. มาตรา 158

 
ป.อ. มาตรา 90

  
   องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 แห่ง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526คือ ผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ จึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 แล้ว   จำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่จัน ในครั้งแรกโดยแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จความผิดก็สำเร็จแล้วเมื่อจำเลยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน จึงเป็นความผิดกรรมใหม่กระทงใหม่ ต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

   ________________________________
 

 
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติไต้หวันมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน กระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรม ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 
จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งที่อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย และจับกุมจำเลย กล่าวหาว่าจำเลยคือนายเลียว ชุง ฟู ชาวไต้หวันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยปฏิเสธ อ้างว่าจำเลยคือนายยรรยงหรือยาลี อดีตทหารจีนคณะชาติซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การแปลงสัญชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2526 และแสดงบัตรประจำตัวประชาชนไทยออกให้ ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร

 
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายเลยว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ใคร ที่ไหน และผู้ที่จำเลยแจ้งเท็จนั้นเป็นนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือปลัดอำเภอหรือเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505เห็นว่า ความผิดตามมาตราที่โจทก์ฟ้องคือมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 นั้น กฎหมายเพียงแต่บัญญัติว่าผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทย ฯลฯ ดังนั้น องค์ประกอบความผิดตามมาตรานี้คือผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น หาใช่องค์ประกอบความผิดแต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ จึงครบองค์ประกอบความผิดมาตรา 14 นี้แล้วคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

 
ปัญหาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยบังอาจยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ใด ใครเป็นเจ้าหน้าที่นั้น มีหน้าที่อะไรและข้อความอันเป็นเท็จนั้นมีข้อสำคัญอย่างไร เห็นว่า แม้ในการบรรยายฟ้องตอนต้นโจทก์จะไม่ได้ระบุว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใด แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องแต่ละข้อก็ระบุไว้แล้วว่าเหตุเกิดที่ที่ว่าการอำเภออะไรบ้าง ซึ่งเมื่ออ่านโดยตลอดแล้วก็เข้าใจได้ว่า จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอที่ระบุชื่อไว้ในตอนท้ายของคำฟ้องแต่ละข้อนั่นเอง พนักงานเจ้าหน้าที่คือใคร มีหน้าที่อย่างไรเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา และสำหรับข้อความอันเป็นเท็จมีข้อสำคัญอย่างไรนั้น โจทก์ก็บรรยายไว้แล้วว่าเท็จตรงที่จำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่แจ้งว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

 
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดโดยการแปลงสัญชาติเมื่อวันที่8 สิงหาคม 2526 และต่อมาได้มีการขอบัตรประจำตัวประชาชนเกิดขึ้น น่าจะถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันโจทก์ฟ้องวันที่ 23 ธันวาคม 2536 เกิน 10 ปี คดีจึงขาดอายุความ เห็นว่า วันที่ 8 สิงหาคม 2526 ยังไม่มีการกระทำความผิดอย่างใดของจำเลย เพียงแต่เป็นวันที่กระทรวงมหาดไทย ประกาศเรื่องการแปลงสัญชาติของนายยรรยงหรือยาลี อันเป็นประกาศที่จำเลยนำมาอ้างขอมีบัตรประจำตัวประชาชนในเวลาต่อมาตามฟ้องของโจทก์นั้น วันที่จำเลยเริ่มกระทำความผิดได้แก่วันที่จำเลยไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนที่ที่ว่าการอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คือวันที่ 24 มิถุนายน 2528นับจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

 
ที่จำเลยฎีกามาในตอนท้ายของข้อเดียวกันนี้ว่าการกระทำตามฟ้องทั้งหมดเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เห็นสมควรวินิจฉัยภายหลัง เพราะหากฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย

 
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในเบื้องต้นต้องวินิจฉัยให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับนายยรรยงหรือยาลี ผู้มีสัญชาติไทยโดยได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติตามที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่เพราะถ้าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ก็ย่อมจะไม่เป็นความผิดตามฟ้องเนื่องจากมีสัญชาติไทยแล้ว ปัญหานี้โจทก์มีพันตำรวจตรีทวี สอดส่องผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความว่า นายโฮ เชา ฟันเจ้าพนักงานตำรวจสากลของประเทศไต้หวันได้นำหลักฐานเกี่ยวกับตัวจำเลย ได้แก่ ภาพถ่ายและสำเนาหมายจับตามเอกสารหมาย จ.2 มาให้ไว้ก่อน เมื่อเข้าจับกุมจำเลยที่บ้านซึ่งเป็นโรงชา ของจำเลยที่อำเภอแม่จันพบว่าจำเลยมีรูปลักษณะตรงกับภาพถ่าย และนายโฮ เชา ฟัน ซึ่งร่วมไปด้วยได้ชี้ให้จับกุมจำเลย จึงจับกุมมา จากการสอบสวนทราบว่าจำเลยได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนโดยแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จว่าจำเลยมีสัญชาติไทย จึงแจ้งข้อหาคดีนี้เพิ่มเติมและแยกดำเนินคดีเป็น 2 สำนวน ต่อมาได้จัดให้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบ ปรากฏว่าลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของนายเลียว ชุง ฟู และจากการตรวจสอบหลักฐานของนายยรรยงที่ให้ไว้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปรากฏว่าลายพิมพ์นิ้วมือของนายยรรยงนั้น นิ้วชี้ด้านซ้ายของนายยรรยงพิการ ไม่ปรากฏในแผ่นลายพิมพ์นิ้วมือแต่ของจำเลยปรากฏว่านิ้วชี้ด้านซ้ายยังคงมีอยู่ จากภาพถ่ายปรากฏว่าจำเลยมีรูปร่างลักษณะตรงกับภาพถ่ายของนายเลียว ชุง ฟู แต่แตกต่างจากนายยรรยงและรูปร่างของจำเลยรวมทั้งสีผิวก็แตกต่างจากนายยรรยง หลักฐานต่าง ๆและข้อมูลของประเทศไต้หวันที่ส่งมาให้นั้นตรงกับจำเลยจึงเชื่อว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับนายเลียว ชุง ฟูซึ่งเป็นชาวไต้หวัน แต่เป็นคนละคนกับนายยรรยงและร้อยตำรวจโทเรืองเดช เพชรอุด เบิกความว่าพยานไปร่วมจับกุมจำเลยที่บ้านที่อำเภอแม่จันด้วย เมื่อพบตัวจำเลยนายโฮ เชา ฟัน ซึ่งร่วมไปด้วย ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับนายเลียว ชุง ฟู พยานจึงควบคุมตัวจำเลยในข้อหาเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่จำเลยแสดงหลักฐานการเป็นคนไทยโดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งออกให้ที่จังหวัดสมุทรสาคร และพยานตอบคำถามค้านว่าขณะเข้าจับกุม จำเลยได้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนทะเบียนบ้าน ราชกิจจานุเบกษา หลักฐานการเปลี่ยนชื่อและนามสกุลซึ่งเป็นเอกสารที่ทางราชการอำเภอแม่จันออกให้และพยานเบิกความอีกตอนหนึ่งว่า ภายหลังได้มีการสอบสวนรายละเอียดของบุคคลที่ได้สัญชาติตามราชกิจจานุเบกษาซึ่งฝ่ายทหารได้นำหลักฐาน ตำหนิรูปพรรณ ชื่อบิดามารดาและลายพิมพ์นิ้วมือของนายยรรยงผู้ได้สัญชาติมามอบให้แก่พนักงานสอบสวน และมีการส่งลายพิมพ์นิ้วมือที่ได้มานี้กับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยไปให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่าแตกต่างกันกับมีพันตำรวจโทหญิงสุวิไล คุณาชีวะเบิกความว่า พยานเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือที่ส่งจากกองปราบปราม เป็นสำเนาลายพิมพ์นิ้วมือของนายยาลีตามเอกสารหมาย จ.5 จำนวน 1 แผ่น และสำเนาลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.6 จำนวน 5 แผ่น เปรียบเทียบกันแล้ว ผลการตรวจพบว่าไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคลคนเดียวกันจึงได้ทำรายงานการตรวจพิสูจน์ตามเอกสารหมาย จ.7 ส่งให้พนักงานสอบสวนนอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประวุธ วงศ์สีนิลเบิกความว่า พยานได้ประสานงานกับกองบัญชาการทหารสูงสุดขอประวัติของนายยาลีหรือยรรยง จากข้อมูลเบื้องต้นของฝ่ายทหารทราบว่านายยาลียื่นเรื่องขอเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย พยานจึงเดินทางไปตรวจสอบที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองดังกล่าว พบหลักฐานการขอเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ภาพถ่ายของนายยาลีสำเนาภาพถ่ายลายพิมพ์นิ้วมือของนายยาลี พร้อมประวัติและตำหนิรูปพรรณ เจ้าหน้าที่ของด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สายได้มอบเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวตามหมาย ป.จ.1 ถึง ป.จ.4กับ ป.จ.6 (ศาลจังหวัดเชียงราย) และเอกสารหมาย จ.5 ให้พยานในเบื้องต้นพยานตรวจสอบพบว่าตามเอกสารหมาย จ.5นิ้วชี้ซ้ายของนายยาลีหรือยรรยงพิการ แต่นิ้วของจำเลยไม่พิการแม้แต่นิ้วเดียว จึงเชื่อว่านายยาลีหรือยรรยงกับจำเลยเป็นบุคคลคนละคนกันและจากผลการประสานงานกับฝ่ายทหารพยานได้รับประวัติของนายยาลีหรือยรรยงตั้งแต่ต้นก่อนที่จะได้รับพิจารณาให้แปลงสัญชาติเป็นไทย จนถึงมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามสำเนาหนังสือกองปราบปรามพร้อมเอกสารหมาย จ.10 ด้วย เห็นว่าพยานโจทก์เหล่านี้ล้วนแต่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าต่างเบิกความตามความเป็นจริง ทั้งเอกสารที่ร้อยตำรวจเอกประวุธได้มาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สายนั้นก็ตรงกับเอกสารเรื่องราวของนายยาลี อดีตทหารจีนคณะชาติ ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดรวบรวมส่งให้พนักงานสอบสวน จึงเชื่อได้ว่าเป็นของนายยาลีคนเดียวกัน ประกอบกับตามผนวกที่ส่งมาพร้อมหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2536 กองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้ดำเนินการรวบรวมรายชื่ออดีตทหารจีนคณะชาติเสนอกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการขอแปลงสัญชาติของบุคคลเหล่านี้มาตั้งแต่แรก หลักฐานที่มีอยู่และส่งมาให้พนักงานสอบสวนทั้งหมดนี้จึงเชื่อได้ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงตามผนวกดังกล่าวแจ้งว่านายยาลีเชื้อชาติว้า หมายเลขประจำตัวปี 2520 คือ 147701 และในปี 2523 ถึงปีที่ยื่นคำร้องขอรับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ต่อด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย นายยาลีใช้เลขประจำตัว 147483 ซึ่งตรงกับเลขหมายที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายของนายยาลีในคำร้องขอรับใบสำคัญถิ่นที่อยู่ดังกล่าวนั้นจึงเชื่อว่านายยาลีผู้ได้สัญชาติไทยคือบุคคลในภาพถ่ายดังกล่าวซึ่งภาพถ่ายที่ได้มาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สายคือภาพถ่ายในเอกสารหมาย ป.จ.1 และภาพถ่ายหมาย ป.จ.3มองเห็นได้ชัดเจนกว่า พิเคราะห์ภาพถ่ายดังกล่าวเปรียบเทียบกับภาพถ่ายของจำเลยที่มีอยู่ในสำนวนคดีนี้ทุกภาพแล้วเห็นได้ว่าไม่เหมือนกันเมื่อพิจารณาประกอบกับผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของนายยาลีที่ส่งไปตรวจเปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่กองพิสูจน์หลักฐานซึ่งได้ความว่าไม่เหมือนกัน และนายยาลีมี 9 นิ้ว ส่วนจำเลยมี 10 นิ้วด้วยแล้วเชื่อว่าจำเลยมิได้เป็นบุคคลคนเดียวกับนายยรรยงหรือยาลีผู้ได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยตามที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะไม่มีสิ่งใดตรงกันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลายพิมพ์นิ้วมือซึ่งต้องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำตัวบุคคล ไม่เคยปรากฏว่าเหมือนกันหรือมีซ้ำ เมื่อแตกต่างกัน จึงเชื่อได้ว่าไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน ในทางตรงกันข้าม ลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่พันตำรวจตรีทวี พยานโจทก์จัดให้จำเลยพิมพ์แล้วส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับลายพิมพ์นิ้วมือของนายเลียว ชุง ฟูที่ได้รับจากทางการของประเทศไต้หวันกลับปรากฏว่าตรงกันจึงเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยคือนายเลียว ชุง ฟูจำเลยเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ แต่การที่จำเลยอ้างส่งหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวตามเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งที่ว่าการอำเภอแม่จัน ออกให้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2526 เพื่อแสดงว่านายยาลีได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้เปลี่ยนชื่อตัวเป็นยรรยง ทั้ง ๆ ที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแปลงสัญชาติซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2526 ก็ประกาศอยู่แล้วว่านายยาลีมีชื่อว่านายยรรยงด้วย จึงดูเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นแสดงให้เห็นว่าเป็นการเตรียมสร้างหลักฐานไว้ให้พร้อม และนายยรรยงหรือยาลีตามประกาศดังกล่าวไม่มีนามสกุลก็ปรากฏว่าจำเลยอ้างส่งหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุลตามเอกสารหมาย ล.4ซึ่งที่ว่าการอำเภอแม่จันออกให้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2526เพื่อแสดงว่านายยรรยงขอจดทะเบียนใช้ชื่อสกุลว่า"ทวีอภิรดีบุญทิพ" หนังสือสำคัญนี้ก็ขัดกับบัญชีทหารกองเกินตามเอกสารหมาย ล.5 ของนายยรรยงที่นายอำเภอแม่จันออกให้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2526 อย่างเห็นได้ชัด เพราะตามบัญชีทหารกองเกินปรากฏว่ามีการใช้ชื่อสกุลทวีอภิรดีบุญทิพแล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีการขอจดทะเบียนใช้ชื่อสกุลดังกล่าวเป็นเวลาก่อนกันเกือบ 1 เดือน จึงเห็นได้ว่าเอกสารที่จำเลยนำมาแสดงล้วนแต่มีพิรุธน่าสงสัย ระยะเวลาตั้งแต่มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้สัญชาติแก่นายยรรยงจนกระทั่งมีการขอออกบัตรประจำตัวประชาชนที่ที่ว่าการอำเภอแม่จันเป็นครั้งแรกนั้นห่างกันเกือบ 2 ปีซึ่งก็นับว่านานเกินไปจนผิดปกติวิสัย ทำให้เข้าใจไปได้ว่ามีการสร้างหลักฐานและเปลี่ยนตัวกันในช่วงนี้ ทั้งจำเลยก็รับอยู่แล้วว่าได้บัตรประจำตัวประชาชนจากที่ว่าการอำเภอแม่จันไปใช้แล้วต่อมาได้ไปขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ที่จังหวัดอื่นจึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้แจ้งข้อความและแสดงหลักฐานต่าง ๆต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อฟังได้ว่า จำเลยไม่ใช่นายยรรยงหรือยาลีผู้ได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทย แต่ความจริงเป็นชาวไต้หวันชื่อนายเลียว ชุง ฟู มีสัญชาติไต้หวันจำเลยจึงต้องมีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยนี้เมื่อยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ณ ที่ว่าการอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย ในครั้งแรกโดยแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว เมื่อไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน จึงต้องเป็นความผิดกรรมใหม่กระทงใหม่ต่อไปอีก ต่างกรรมต่างวาระกัน ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาและที่จำเลยฎีกาว่า ศาลจะลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่ามีน้ำหนักให้เชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยจากพยานหลักฐานของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วฟังว่ามีข้อพิรุธหรือข้อแตกต่างไม่อาจเชื่อถือได้แล้วเชื่อพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาได้ตรวจดูคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ปรากฏว่าหาเป็นดังที่จำเลยฎีกาไม่กล่าวคือ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์เป็นหลัก และฟังได้แล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องสำหรับคำพิพากษาตอนท้ายก็ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยด้วยเพื่อชี้ให้เห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีข้อพิรุธและข้อแตกต่างจึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

 
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยว่าสมควรลดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นภัยต่อประเทศชาติทำให้เกิดความเสียหายแก่สังคมส่วนรวม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว จึงไม่ลดโทษให้และโทษของจำเลยไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษ ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน

    
(อภิชาต สุขัคคานนท์ - ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ - อัธยา ดิษยบุตร)

  
หมายเหตุ

  
(1.) ความนำ

 
      คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับคนต่างด้าวในประเทศไทย จึงเป็นโอกาสอีกครั้งที่ศาลไทยจะต้องมีความเห็นในคดีที่มีลักษณะระหว่างประเทศ โดยผ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ผู้เขียนได้สังเกตเห็นวิวัฒนาการของแนวความคิดของศาลไทยหลายแง่มุมอันเกี่ยวกับคนต่างด้าวในประเทศไทย กล่าวคือ

 
(2.) ลักษณะของข้อพิพาทของคดีตาม ฎ.1442/2542

 
 ในยุค ที่ข้อกฎหมายสัญชาติมีความชัดเจนมากขึ้นในกฎหมายว่าด้วยสัญชาติไทยและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเกี่ยวกับสัญชาติจึงมิใช่คดีที่พิพาทกันใน "ข้อกฎหมายสารบัญญัติ" หากแต่ไปพิพาทกันในเรื่องของ "วิธีพิจารณาความ" ข้อกฎหมายที่นำมาถกเถียงกันจึงเป็น "ข้อกฎหมายในกฎหมายวิธีสบัญญัติ" และขอให้สังเกตว่ากฎหมายวิธีสบัญญัติที่ปรากฏในคดีสัญชาติเป็นเรื่องของ"กฎหมายวิธีพิจารณาความปกครอง" อีกด้วยมิใช่เป็นแต่เพียงวิธีการเพื่อกำหนดโทษทางอาญาแก่บุคคลอันเป็นเรื่องของ"กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" เท่านั้น

 
(3.) ประเด็นแห่งข้อพิพาทหลักในคดีตาม ฎ.1442/2542

 
 ประเด็นแห่งข้อพิพาทหลักในคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิสูจน์ "ตัวบุคคล" ของจำเลยซึ่งอ้างว่า ตนชื่อ "นายยรรยงหรือยาลี"มิใช่ "เลียวชุงฟู"

 
(4.) ประเด็นแห่งคดีใน ฎ.1442/2542

 
 คำถามหลักที่ศาลฎีกาใน ฎ.1442/2542 จะต้องตอบก็คือศาลเห็นว่า "จำเลย" ในคดีนี้ คือ "นายยรรยงหรือยาลี"ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หรือ"เลียวชุงฟู" ตามที่อัยการกล่าวอ้าง?ข้อพิพาทที่เกิดใน ฎ.1442/2542 จึงมิใช่เรื่องข้อพิพาทใน"การกำหนดสถานะของบุคคล" แต่เป็นเรื่องของ "การพิสูจน์ตัวบุคคล"กล่าวคือฝ่ายปกครองเชื่อว่า นายยรรยงมีสัญชาติไทย แต่ฝ่ายปกครองไม่เชื่อว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับนายยรรยงข้อกฎหมายที่ยกขึ้นถกเถียงใน ฎ.1442/2542 จึงมิใช่ข้อกฎหมายสารบัญญัติว่าด้วยการกำหนดสถานะของบุคคล หากแต่เป็นข้อกฎหมายวิธีสบัญญัติว่าด้วยการพิสูจน์ตัวบุคคล

 
(5.) ปัญหาการกำหนด "สถานะบุคคล"(PersonalStatus)ของนายยรรยงหรือยาลี

 
 ในประเด็นแห่งคดีนี้ ไม่มีการถกเถียงประเด็นข้อกฎหมายว่าด้วยความเป็นไทยของนายยรรยงเป็นที่ยอมรับว่านายยรรยงหรือยาลีมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติดังปรากฏตามประกาศการได้สัญชาติไทยของนายยรรยงในราชกิจจานุเบกษาซึ่งเป็นหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้เลย

 
 ภายหลังการพิสูจน์ตัวบุคคล หากศาลเชื่อว่า จำเลยคือ"นายยรรยงหรือยาลี" จำเลยก็จะได้รับการยอมรับจากฝ่ายปกครองว่า มีสัญชาติไทย และไม่อาจลงโทษจำเลยได้เลยนายยรรยงเป็นชนชาติว้าที่เกิดนอกประเทศไทยใน พ.ศ. 2485ต่อมา เขาได้ไปเป็นทหารจีนคณะชาติ และได้เข้ามาอาศัยอยู่ในกองพล 93 เขตอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในระหว่างปี พ.ศ. 2513 ถึง 2517 นายยรรยงได้ช่วยกองทัพไทยสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ จนต่อมาได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 และได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยในวันที่13 กันยายน พ.ศ. 2526 โดยผลของมาตรา 11(1) และ 12แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ตามลำดับ โดยผลของมาตรา 5แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 นายยรรยงจึงมีสถานะเป็นไทยตั้งแต่วันที่ดังกล่าว เขาจึงมีสิทธิที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชนตาม พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนพ.ศ. 2526

 
(6.) ปัญหาการกำหนด "สถานะบุคคล" (PersonalStatus)ของนายเลียวชุงฟู

 
 ในประเด็นแห่งคดีนี้ ไม่มีการถกเถียงประเด็นข้อกฎหมายว่าด้วยความเป็นไทยของนายเลียวชุงฟู เป็นที่ยอมรับว่านายเลียวชุงฟู นั้นเป็นบุคคลธรรมดาที่เกิดนอกประเทศไทยโดยไม่ปรากฏว่า บิดาหรือมารดามีสัญชาติไทย จึงสรุปได้ว่านายเลียวไม่อาจได้สัญชาติไทยโดยการเกิด และเป็นที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่า นายเลียวเป็นบุคคลคนละคนกับนายยรรยงหรือยาลีดังนั้นจึงฟังได้ว่านายเลียวไม่เคยได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยนายเลียวจึงมีสถานะของบุคคลเป็นคนต่างด้าวสำหรับประเทศไทยอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

 
 ภายหลังการพิสูจน์ตัวบุคคล หากศาลเชื่อว่า จำเลยคือ"เลียวชุงฟู" จำเลยก็จะต้องถูกลงโทษฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 โดยการสืบสวนของฝ่ายตำรวจสากลไต้หวัน นายเลียวกระทำความผิดจากไต้หวัน และหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งศาลไต้หวันออกหมายจับไว้แล้ว ตำรวจสากลไต้หวันได้ขอให้ตำรวจไทยช่วยสืบสวนและจับกุม โดยข้อเท็จจริงนี้ นายเลียวจึงไม่อาจมีสัญชาติไทย การกล่าวอ้างว่าเป็นไทยและยื่นขอบัตรประจำตัวประชาชนจึงทำให้นายเลียวมีความผิดตามมาตรา 14 แห่ง พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 หากจำเลย คือนายเลียว ชุงฟูจริง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกในภาษาพูดว่า "การสวมตัวบุคคล"ดังนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจึงส่งเรื่องให้อัยการทำหน้าที่เป็นโจทก์ฟ้องบุคคลดังกล่าวเป็นจำเลยต่อศาล เพื่อขอให้ศาลนี้ลงโทษอาญาแก่จำเลย

 
(7.) ปัญหา "การพิสูจน์ตัวบุคคล" ของจำเลยใน ฎ.1442/2542

 
 ในเรื่องการกำหนดสถานะของบุคคลของทั้งนายเลียวชุงฟูและนายยรรยงจะเห็นว่า ไม่มีข้อโต้แย้งทั้งในทางกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นไทยของนายเลียวชุงฟูและนายยรรยงนอกจากนั้น ยังไม่มีข้อโต้แย้งในทางข้อเท็จจริงในส่วนที่ว่านายเลียวชุงฟูเป็นบุคคลคนละคนกับนายยรรยงหรือยาลีประเด็นที่ถกเถียงกันจึงอยู่ที่ว่า จำเลยในคดีเป็นบุคคลใดกันแน่ข้อพิพาทของคู่ความจึงเป็นเรื่องของ "การพิสูจน์ตัวบุคคล" มิใช่" การกำหนดสถานะของบุคคล"

 
 เป็นที่น่าสนใจว่า คู่ความในคดีได้กล่าวอ้างพยานหลักฐานใดในการนำสืบเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน?

 
(8.) พยานหลักฐานที่อัยการใช้ในการพิสูจน์ว่าจำเลยมิใช่นายยรรยง

 
 โดยที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายยรรยงได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทยตาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ. 2522 เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงได้เคยสอบปากคำ ทำประวัติ พิมพ์ลายนิ้วมือ และถ่ายรูปของนายยรรยงไว้อัยการจึงได้อ้าง "ภาพถ่าย" และ "แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ"ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานที่ชี้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับนายยรรยงหรือไม่?

 
 อัยการในคดีนี้ใช้ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารในการพิสูจน์ตัวบุคคลของจำเลย

 
 ในส่วนของพยานบุคคลนั้น อัยการได้กล่าวอ้าง นายโฮเชา ฟันเจ้าพนักงานตำรวจสากลไต้หวัน ซึ่งได้ติดตามคดีเข้ามาในประเทศไทยภายหลังจากที่ไต้หวันได้ออกหมายจับนายเลียวชุงฟู จะเห็นว่าการเข้ามาของพยานผู้นี้ย่อมเป็นไปภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญานั่นเอง

 
 ในส่วนของพยานเอกสารนั้น อัยการได้กล่าวอ้างให้พิสูจน์ตัวบุคคลของจำเลยโดยใช้ภาพถ่ายและลายพิมพ์นิ้วมือของนายยรรยงที่ได้ทำไว้ในระหว่างขั้นตอนการร้องขออนุญาตอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทย

 
 เมื่อกองพิสูจน์หลักฐานได้นำภาพถ่ายของนายยรรยงในขณะให้ปากคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาเปรียบเทียบกับภาพถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลย และเมื่อพนักงานสอบสวนได้นำแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของนายยรรยงในขณะให้ปากคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาเปรียบเทียบกับแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลยโดยรายงานการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน พบว่า ลายนิ้วมือของนายยรรยง ในขณะ ให้ปากคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจคนเข้าเมืองแตกต่างจากแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลย ดังนั้นนายยรรยงในขณะให้ปากคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจึงเป็นคนละคนกับจำเลย ในส่วนของภาพถ่ายนั้น การพิสูจน์ตัวบุคคลก็พบว่า จำเลยมีรูปร่างลักษณะตรงกับภาพถ่ายของนายเลียวชุงฟูแต่แตกต่างจากนายยรรยง รวมทั้งสีผิวของจำเลยก็แตกต่างจากนายยรรยง

 
 นอกจากนั้น เจ้าพนักงานตำรวจสากลไต้หวันได้เข้าตรวจลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยและลายพิมพ์นิ้วมือของนายเลียวชุงฟูและได้รายงานการตรวจพิสูจน์ว่าลายพิมพ์นิ้วมือทั้งสองเป็นของบุคคลคนเดียวกัน

 
 โดยเหตุผลในทางพิสูจน์ตัวบุคคล ศาลจึงเชื่อว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับนายเลียวชุงฟู ซึ่งเป็นคนไต้หวันแต่เป็นคนละคนกับนายยรรยง

 
(9.) พยานหลักฐานที่จำเลยใช้ในการพิสูจน์ว่า จำเลยคือนายยรรยง

 
 ขอให้สังเกตว่า ในคำพิพากษาของศาล ปรากฏพยานหลักฐานที่จำเลยใช้เพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยคือนายยรรยง ก็คือ ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแปลงสัญชาติของนายยรรยงหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวที่นายทะเบียนท้องที่อำเภอแม่จันออกให้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 และบัญชีทหารกองเกินที่นายอำเภอแม่จันออกให้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงได้ว่านายยรรยงนั้นมีสัญชาติไทยแต่มิอาจชี้ได้เลยว่า จำเลยคือนายยรรยง ในสถานการณ์เช่นนี้จำเลยน่าจะมีครอบครัวหรือเพื่อนที่รู้จักจำเลยตั้งแต่ก่อนการแปลงสัญชาติมาเป็นพยานบุคคลเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลของจำเลย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมจำเลยไม่มีพยานบุคคลมากล่าวอ้างเลย

 
(10.) การชั่งน้ำหนักพยานของศาลฎีกาใน ฎ.1442/2542

 
 ในคดีที่เกี่ยวกับการพิสูจน์ตัวบุคคล ปัญหาที่ฝ่ายเกี่ยวข้องโต้แย้งกันอยู่เสมอก็คือ ความน่าเชื่อถือได้ของพยานหลักฐาน ในคดีนี้ก็ได้มีการหยิบยกขึ้นเช่นกัน ศาลจึงได้มีโอกาสแสดงเหตุผลว่า ทำไมศาลจึงเชื่อพยานหลักฐานที่อัยการกล่าวอ้าง

 
 ในส่วนที่เป็นพยานบุคคล กล่าวคือ นายตำรวจไทยผู้จับกุมและนายตำรวจสากลไต้หวันนั้น ศาลชี้ว่า เชื่อปากคำของบุคคลดังกล่าว เพราะเหตุผลว่า บุคคลดังกล่าวล้วนแต่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย

 
 ในส่วนเหตุที่ศาลนั้นเชื่อในพยานเอกสารและพยานเอกสารที่กล่าวอ้างก็เพราะว่า เอกสารเรื่องราวที่ได้จากด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สายตรงกับเอกสารที่กองบัญชาการทหารสูงสุดรวบรวมส่งให้กระทรวงมหาดไทย และเป็นเอกสารที่มีอยู่ก่อนวันที่มีการอนุญาตให้นายยรรยงได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติดังนั้น การที่จำเลยไม่มีลักษณะตรงตามเอกสารดังกล่าวจึงพิสูจน์ได้ว่า จำเลยมิใช่นายยรรยงดังที่จำเลยกล่าวอ้างโดยเฉพาะศาลชี้ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือเป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำตัวบุคคลเมื่อจำเลยมีลายนิ้วมือแตกต่างจากเอกสารของนายยรรยงจำเลยจึงมิใช่นายยรรยง

 
(11.) ความสงสัยของศาลต่อพฤติกรรมของจำเลย

 
 นอกจากพยานหลักฐานแสดงอย่างชัดเจนว่า จำเลยมิใช่นายยรรยงแล้วศาลยังได้แสดงความสงสัยในพฤติกรรมหลายประการของจำเลย

 
 ในประการแรก ศาลตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดจำเลยจึงต้องอ้างส่งหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวเพื่อแสดงว่า นายยาลีได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้เปลี่ยนชื่อตัวเป็นยรรยงทั้ง ๆ ที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการแปลงสัญชาติก็ระบุอยู่แล้วว่านายยาลีมีชื่อว่านายยรรยง ศาลจึงเห็นว่า"เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แสดงให้เห็นว่า เป็นการเตรียมสร้างหลักฐานไว้ให้พร้อม"

 
 ในประการที่สอง ศาลสังเกตเห็นว่า ความขัดกันของหนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุลและบัญชีทหารกองเกิน กล่าวคือในขณะที่หนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุลออกโดยที่ว่าการอำเภอแม่จันเมื่อวันที่12ธันวาคมพ.ศ.2526เพื่อแสดงว่านายยรรยงขอจดทะเบียนใช้ชื่อสกุลว่า "ทวีอภิรดีบุญทิพ" แต่บัญชีทหารกองเกินที่ออกก่อนหน้านั้นกล่าวคือ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526ก็ได้ระบุแล้วว่า นายยรรยงมีชื่อสกุลว่า"ทวีอภิรดีบุญทิพ"แล้ว ทั้งที่ยังไม่ได้มีการขอจดทะเบียนใช้ชื่อสกุลดังกล่าวเป็นเวลาก่อนกันเกือบ 1 เดือน

 
 ในประการที่สาม ระยะเวลาตั้งแต่มีประกาศกระทรวงมหาดไทยให้สัญชาติแก่นายยรรยงจนกระทั่งมีการขอออกบัตรประจำตัวประชาชนที่ที่ว่าการอำเภอแม่จันเป็นครั้งแรกนั้นห่างกันเกือบ 2 ปีซึ่งศาลเห็นว่า "นานเกินไปจนผิดปกติวิสัย ทำให้เข้าใจไปได้ว่า มีการสร้างหลักฐานและเปลี่ยนตัวกันในช่วงนี้"

 
 ในประการที่สี่ ศาลดูจะสงสัยว่า ทำไมจำเลยจึงต้องไปขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ที่ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งที่จำเลยก็ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนจากที่ว่าการอำเภอแม่จัน เชียงราย ไปใช้แล้ว

 
 ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ประกอบกับพยานหลักฐานที่มีจะเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีข้อพิรุธหรือข้อแตกต่างไม่อาจน่าเชื่อถือได้ ในขณะที่พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่า ทั้งศาลฎีกาจึงเห็นตามศาลอุทธรณ์ที่เชื่อว่า จำเลยมิใช่นายยรรยงจำเลยเป็นชาวไต้หวันชื่อนายเลียวชุงฟูแต่จำเลยกลับเป็นผู้แจ้งข้อความและแสดงหลักฐานต่าง ๆต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตนคือนายยรรยงเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนจำเลยจึงต้องมีความผิดตามฟ้องโจทก์

 
(12.) ปัญหาความเคลือบคลุมของฟ้องโจทก์

 
 ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งศาลได้มีคำตอบในกรณีนี้ก็คือคำฟ้องในคดีเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อยื่นขอบัตรประจำตัวประชาชนนั้น ในลักษณะใด จึงจะถือว่าเคลือบคลุม?และในลักษณะใด จึงจะถือว่าชัดเจน?

 
 ในขณะที่จำเลยอ้างว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุของฟ้องเพื่อลงโทษจำเลยอย่างชัดเจน กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับข้อเท็จจริงนั้นเป็นบุคคลใด? เจ้าหน้าที่นั้นมีหน้าที่ใด? ข้อความใดนั้นเป็นเช่นใด?และข้อความนั้นมีความสำคัญเช่นใด? แต่ศาลมีความเห็นว่าฟ้องที่ไม่มีคำตอบดังกล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ก็ยังไม่เคลือบคลุมในเงื่อนไขที่ว่า เมื่ออ่านตลอดคำฟ้องแล้ว อาจเข้าใจได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นคนไทยเพื่อยื่นคำขอบัตรประจำตัวประชาชนในที่ว่าการอำเภอใด

 
 ศาลชี้เลยว่า ปัญหาว่า พนักงานเจ้าหน้าที่คือใคร?และมีหน้าที่ใด? เป็นปัญหาในรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา การที่ไม่ระบุข้อเท็จจริงทั้งสองจึงไม่ก่อความเคลือบคลุมให้แก่คำฟ้องแต่อย่างใด

 
 ในส่วนที่จำเลยชี้ว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงว่า จำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จอย่างไรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ศาลเห็นว่าการที่โจทก์บรรยายไว้แล้วในฟ้องว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยแต่กลับแจ้งว่า เป็นผู้มีสัญชาติไทย ก็ถือเป็นการแสดงถึงความชัดเจนของฟ้องโจทก์ในประเด็นนี้แล้ว

 
(13.) ปัญหาอายุความในการฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526

 
 จำเลยอ้างในชั้นฎีกาว่า เมื่อการกระทำความผิดเพราะได้กล่าวอ้างความเป็นไทยโดยการแปลงสัญชาติเพื่อไปยื่นขอบัตรประจำตัวประชาชนเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2526 อันเป็นวันที่มีการประกาศให้สัญชาติไทยแก่นายยรรยงในราชกิจจานุเบกษาแล้วฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว เพราะโจทก์ฟ้องในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2536 จึงเกิน 10 ปี

 
 ศาลฎีกามีความเห็นว่า การกระทำความผิดในคดีนี้มิได้เกิดในวันที่มีการประกาศความเป็นไทยของนายยรรยง เพราะในวันที่ดังกล่าว กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ประกาศเรื่องการแปลงสัญชาติของนายยรรยง จะเห็นว่า ไม่มีการกระทำของจำเลยแต่อย่างใดการกระทำของจำเลยในคดีนี้ ก็คือ การกล่าวอ้างความเป็นไทยเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ณ อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย ในเวลาต่อมาซึ่งเกิดในวันที่ 24 มิถุนายนพ.ศ. 2528 ซึ่งนับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี จนถึงวันฟ้องฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

 
(14.) ปัญหาการจับองค์ประกอบในความผิดตามมาตรา 14แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526

 
 นอกจากนั้น ศาลฎีกาใน ฎ.1442/2542 ยังได้มีความเห็นในปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยตกเป็นความผิดตามมาตรา 14แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 หรือไม่?

 
 มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 บัญญัติว่า "ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตร โดยแจ้งความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตนเป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท"

 
 จำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดเพราะโจทก์ไม่ได้บรรยายเลยว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ใคร ที่ไหน และผู้ที่จำเลยแจ้งเท็จนั้นเป็นนายอำเภอหรือปลัดอำเภอหรือเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประกาศกระทรวงมหาดไทยซึ่งออกตาม พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505

 
 แต่ศาลเห็นว่า โจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526แล้ว กล่าวคือ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติจึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 คำว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่"หาต้องเป็นพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกาไม่

 
(15.) การกำหนดโทษของจำเลย

 
 เนื่องจากการกระทำของจำเลยมีโทษทางอาญา จึงต้องมาพิจารณาว่า การกระทำความผิดนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียวหรือการกระทำความผิดนี้เป็นการกระทำหลายกรรมผิดกฎหมายหลายบท?

 
 ศาลฎีกาใน ฎ.1442/2542 เห็นว่า การกระทำของจำเลยในการไปกล่าวอ้างความเป็นไทยเพื่อขอออกบัตรประจำตัวประชาชนแต่ละครั้งเป็นความผิดที่สมบูรณ์ในตัวดังนั้น เมื่อไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่จันในครั้งแรกก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก และเมื่อไปยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ณ ที่ว่าการอำเภอกระทุ่มแบน ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดครั้งที่สอง เป็นความผิดกระทงใหม่อีกกระทง ต่างกรรมต่างวาระกันไม่ใช่การกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ กล่าวคือจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จึงจำคุก 6 ปี

 
(16.) ปัญหาการลดโทษ

 
 ในคดีนี้ จำเลยได้ฎีกาขอลดโทษหรือรอการลงโทษแต่ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นภัยต่อประเทศชาติทำให้เกิดความเสียหายแก่สังคมส่วนรวม และนอกจากนั้นโทษที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นั้น ก็ยังมิใช่โทษจำคุกสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ กฎหมายกำหนด "ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี" ดังนั้นเมื่อรวม 2 กระทง โทษสูงสุดจึงน่าจะเป็น 10 ปี จะเห็นว่าโทษตามคำพิพากษาของศาลมีระยะเวลาเพียง 6 ปี จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่ลดโทษให้

 
(17.) ปัญหาการรอการลงโทษ

 
 ในคดีนี้ จำเลยได้ฎีกาขอรอการลงโทษ แต่ศาลเห็นว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษ

 
(18.) สถานภาพของจำเลยภายหลังพ้นโทษ

 
 คำพิพากษานี้กำหนดโทษทางอาญาแก่จำเลย ผลที่จำเลยได้รับ ก็คือ การจำคุกจำเลย แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องไม่ลืมอีกว่าเมื่อจำเลยพ้นโทษแล้ว จำเลยก็จะต้องถูกส่งตัวออกไปนอกประเทศไทย เพราะว่าจำเลยยังคงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

 
(19.) บทส่งท้าย

 
 ขอให้สังเกตในท้ายที่สุดว่า ฎ.1442/2542 จึงเป็นคำพิพากษาบรรทัดฐานในเรื่องการลงโทษคนต่างด้าวที่แสดงตนว่าเป็นไทยเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชน คดีในลักษณะนี้มักจะมีข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน การกล่าวอ้าง การนำสืบ และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานจึงเป็นสาระสำคัญที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมต่อคดี จะเห็นว่าศาลฎีกาในคดีนี้ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเข้าใจในสถานการณ์ "การสวมตัวบุคคล" ที่กำลังเกิดขึ้นอย่าง มากมายในประเทศไทย

 
 คดีนี้มิใช่คดีแจ้งความเท็จตามกฎหมายอาญาเท่านั้น หากแต่เป็นคดีตามกฎหมายปกครองอีกด้วย จึงเป็นอีกคดีหนึ่งที่ศาลยุติธรรมได้ทำหน้าที่ของศาลในคดีระหว่างฝ่ายปกครองของรัฐและเอกชนแต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคดีในลักษณะนี้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นคดีปกครองในศาลปกครองที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ ศาลที่อาจให้ความยุติธรรมในคดีลักษณะนี้ จะต้องมีความเชี่ยวชาญไม่เฉพาะแต่กฎหมายอาญาเท่านั้น หากจะต้องมีความเชี่ยวชาญต่อไปถึงกฎหมายปกครองและกฎหมายวิธีพิจารณาความปกครอง กล่าวโดยเฉพาะเจาะจง ก็คือ กฎหมายสัญชาติและวิธีพิจารณาความสัญชาติ

 
 คดีในลักษณะนี้มีผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐในสาระสำคัญทีเดียว เพราะความเป็นพลเมืองไทยอาจถูกซื้อขายได้โดยง่ายหากกระบวนการยุติธรรมมิได้เป็นด่านประการสำคัญในการตรวจสอบความเป็นผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทยของบุคคลแต่อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญต่อหลักความมั่นคงของรัฐจนลิดรอน ในสิทธิในสัญชาติของบุคคลก็จะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งผูกพันประเทศไทยทั้งโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและโดยกฎหมายระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทย

 
 ความคาดหวังของสังคมจึงอยู่ที่ความสามารถของกระบวนการยุติธรรมที่จะรักษาความสมดุลย์ระหว่างความมั่นคงของรัฐและสิทธิมนุษยชนคำพิพากษาจะมีความยาวหรือสั้นย่อมขึ้นอยู่กับความจำเป็นที่จะต้องทำให้ความยุติธรรมปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจนที่สุดในคดีที่ซับซ้อนและต้องการคำอธิบาย คำพิพากษาจึงควรจะละเอียดลออ จริงอยู่แม้คำพิพากษามิใช่ "คำสอนของครูในโรงเรียนกฎหมาย" แต่คำพิพากษานั้นเป็น "คำตอบของพระสงฆ์แห่งความยุติธรรม" กล่าวคือเป็นหลักธรรมของนักนิติศาสตร์ ดังนั้น "ศาสตร์แห่งธรรมหรือธรรมศาสตร์" จะไม่วิวัฒนาการได้เลย หาก "หลักธรรม" นั้นไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนในสังคม หรือไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจแก่ประชาชนถึงความยุติธรรมที่มีอยู่ในสังคมความชัดเจนในเหตุผลและความละเอียดในการให้เหตุผลของศาลฎีกาใน ฎ.1442/2542 จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของความเอาใจใส่ของศาลไทยที่จะสร้างความสมดุลย์ ระหว่างความมั่นคงของรัฐและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนความพยายามที่จะอธิบาย "หลักธรรม" ที่ศาลนั้นได้ใช้ในการให้ความยุติธรรมแก่คดี

 
  พันธุ์ทิพย์  กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง