ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี / กฤษพา ภูวรักษ์

หมายเหตุท้ายฎีกา ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
เผยแพร่/ปรับปรุง05/05/2018 / 05/05/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2541     

  
 
ป.อ. มาตรา 283, 318

  
   การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจะพาผู้เสียหายไปทำงานในร้านอาหารแต่กลับพาไปขายให้แก่ บ. เพื่อให้ค้าประเวณีจะนับว่าผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยไม่ได้เพราะผู้เสียหายไม่ได้เต็มใจไปค้าประเวณีมาแต่ต้น แต่ไปกับจำเลยเพราะจำเลยหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ร้านขายอาหารของน้องสาวจำเลยและการที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายแล้วพาผู้เสียหายไปขายให้แก่บ. เพื่อให้ค้าประเวณี ก็เป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยมีเจตนาที่จะล่อผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น โดยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง และมาตรา 318 วรรคสาม

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง, 318 วรรคสาม

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคสนอง, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือชักพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุยังไม่เกินสิบแปดปีจำคุก 10 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อหากำไรและเพื่ออนาจารจำคุก 8 ปี รวมจำคุก 18 ปี

 
จำเลยอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 
จำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางสาวคำหล้า กลิ่นสุคนธ์ ผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยชักชวนให้ไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารของน้องสาวจำเลยที่จังหวัดราชบุรี มีรายได้ดี และยังมีเงินพิเศษหรือค่าทิปอีกด้วย เมื่อผู้เสียหายไปด้วย จำเลยได้พาไปบ้านน้องสาวจำเลย ซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นร้านอาหาร หลังจากนั้นจำเลยกับน้องสาวจำเลยพาไปบ้านนายบุญยงค์ซึ่งมีผู้หญิงอยู่ในบ้านประมาณ 10 คน ต่อมาดี 4 ถึง 5 วัน นายบุญยงค์ให้ผู้เสียหายไปค้าประเวณีโดยบอกว่าจำเลยได้พาผู้เสียหายมาขายให้แก่นายบุญยงค์แล้ว ผู้เสียหายไม่ได้พูดอะไรเพราะกลัวนายบุญยงค์ หลังจากนั้นมีคนขับรถมารับส่งไปรับแขกทุกวัน โดยแขกจะให้เงินไว้กับนายบุญยงค์ และโจทก์มีนางดวงดาว แสงนุ่มน้าผู้เสียหายเบิกความสนับสนุน ร้อยตำรวจเอกสุพจน์ มัจฉาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.2 จำเลยเบิกความว่า ผู้เสียหายขอให้ทำงานให้ทำที่จังหวัดราชบุรี จำเลยจึงพาไปที่บ้านนางยุภาและเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ให้การชั้นสอบสวนโดยไม่สมัครใจส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวในเอกสารหมาย ป.จ.2 นั้นถูกต้อง เห็นว่า จำเลยเบิกความรับว่าเป็นผู้พาผู้เสียหายไปจังหวัดราชบุรี จึงเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ จำเลยเองก็รับว่ารายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวถูกต้อง ประกอบกับร้อยตำรวจเอกสุพจน์พยานโจทก์เป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุกับจำเลยมาก่อน น่าเชื่อว่าจดบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.2 ไปตามที่จำเลยให้การ ซึ่งบันทึกคำให้การดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้ชักชวนผู้เสียหายไปโดยหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ร้านอาหารของน้องสาวจำเลยแล้วพาไปขายให้แก่นายบุญยงค์เพื่อค้าประเวณี ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยและจำเลยไม่ได้มีเจตนาจะล่อลวงผู้เสียหายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าจะพาผู้เสียหายไปทำงานในร้านอาหารแต่กลับพาไปขายให้แก่นายบุญยงค์เพื่อให้ค้าประเวณี จะนับว่าผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยไม่ได้ เพราะผู้เสียหายไม่ได้เต็มใจไปค้าประเวณีมาแต่ต้นแต่ไปกับจำเลยเพราะจำเลยหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ร้านขายอาหารของน้องสาวจำเลยและการที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายแล้วพาผู้เสียหายไปขายให้แก่นายบุญยงค์เพื่อให้ค้าประเวณีก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะล่อผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น โดยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องมีความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน

    
(สถิตย์ ไพเราะ - ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ - จุมพล ณ สงขลา)

 
 

 
หมายเหตุ

  
 สภาพสังคมปัจจุบันมักจะปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า มีการล่อลวงและบังคับเด็กและเยาวชนทั้งชายและหญิงไปเพื่อการอนาจารและเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นซึ่งบางครั้งก็เป็นการล่อลวงไปเพื่อการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี แม้พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 จะเอาโทษกับผู้จัดหาผู้กระทำการค้าประเวณีเพื่อผู้อื่นเป็นปกติธุระ (มาตรา 8 แต่ก็ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งไม่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำการค้าประเวณีซึ่งส่วนมากเป็นผู้ด้อยสติปัญญาและการศึกษามีโอกาสได้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ อบรมฟื้นฟูจิตใจบำบัดรักษาโรค ฝึกอบรมและพัฒนาอาชีพ และในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปราบปรามการค้าประเวณีและเพื่อคุ้มครองบุคคลโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อาจถูกล่อลวงหรือชักพาไปเพื่อการค้าประเวณีจึงมีการยกเลิก พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ (ดูหมายเหตุท้าย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539)

 
 มีการประกาศให้ใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 บังคับแทน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 ต่อมามีการออก พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2540ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ยกเลิกความในมาตรา 282 และมาตรา 283 และให้ใช้ความในมาตราดังกล่าวที่ออกใหม่ และเพิ่มมาตรา 283 ทวิ ขึ้นอีกหนึ่งมาตราสรุปสาระสำคัญได้ว่า เป็นการเพิ่มความคุ้มครองจากเดิม เฉพาะหญิง เป็น "ชายหรือหญิง" และเรียกเป็นคำรวมว่า "บุคคล" กับ "เด็ก" โดยมีการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวให้มีถ้อยคำสอดคล้องกัน

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ จำเลยหลอกลวงว่าจะพาผู้เสียหายไปทำงานร้านอาหาร โดยมีเจตนาล่อผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารและเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จึงยังเป็นบรรทัดฐานสำหรับกฎหมายแก้ไขใหม่ได้ เพราะมาตรา 283ใหม่ ยังถือเป็นความผิดตามเดิม คงมีมาตรา 283 ทวิ ที่กำหนดให้ความผิดบางลักษณะเป็นความผิดอันยอมความได้ ดังที่แก้ไขเพิ่มเติมว่า

 
 มาตรา 283 ทวิ ผู้ใดพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม

 
 ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี

 
 ผู้ใดซ่อนเร้นบุคคลซึ่งถูกพาไปตามวรรคแรกหรือวรรคสองต้องระวางโทษตามที่บัญญัติในวรรคแรกหรือวรรคสองแล้วแต่กรณี

 
 ความผิดตามวรรคแรก และวรรคสามเฉพาะกรณีที่กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี เป็นความผิดอันยอมความได้

 
 นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 284 จากเดิมคำว่าหญิง เป็น "ผู้อื่น" ในวรรคแรก และ "บุคคล" ในวรรคสอง เพื่อให้ครอบคลุมการกระทำผิดแก่ชายหรือหญิง

 
  กฤษพา  ภูวรักษ์

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง