ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การที่มีอาวุธปืนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปไว้ในความครอบครอง / ศิริชัย วัฒนโยธิน

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การที่มีอาวุธปืนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปไว้ในความครอบครอง

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา ที่น่าสนใจ อื่นๆ
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การที่มีอาวุธปืนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปไว้ในความครอบครอง
เผยแพร่/ปรับปรุง04/05/2018 / 04/05/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2539

       
 
ป.วิ.อ. มาตรา 185

 
ป.อ. มาตรา 91

  
  การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา7,72วรรคแรกส่วนการมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองไม่ได้ไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามมาตรา55,78วรรคแรกเมื่อจำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองแม้ในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน  แม้โจทก์ฎีกาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง

 
จำเลยให้การรับสารภาพ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคแรก, 55, 72 วรรคแรก,72 ทวิ วรรคสอง, 78 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือนปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

 
โจทก์อุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลยและไม่ปรับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองเป็นความผิดต่างกรรมกันนั้น เห็นว่า การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคแรก ส่วนการมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองไม่ได้ ไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามมาตรา 55, 78 วรรคแรก การที่กฎหมายบัญญัติบทความผิดและบทลงโทษไว้คนละมาตราย่อมเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้ว่ามีความประสงค์จะแยกความผิด 2 ฐานนี้ออกจากกัน แม้จำเลยจะมีอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวไว้ในครอบครองในเวลาเดียวกันก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป

 
อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะฎีกามาแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายแต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ และเมื่อได้พิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงเห็นควรลงโทษปรับด้วย"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่งให้จำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตวางโทษปรับกระทงละ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่งด้วย เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 3 ปี 6 เดือนปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี9 เดือน ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

    
(ชูชาติ ศรีแสง - จิระ บุญพจนสุนทร - วินัย วิมลเศรษฐ)

  
หมายเหตุ

  
การที่มีอาวุธปืนตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปไว้ในความครอบครองจะถือเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือว่า เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกันนั้น ศาลฎีกาได้วางแนวคำวินิจฉัยไว้ดังนี้

 
1. มีอาวุธปืนซึ่งใช้เฉพาะแต่ในการสงครามไว้ในความครอบครองหลายชนิดคราวเดียวกัน ถือเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกัน

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2522 ความผิดฐานมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดซึ่งใช้เฉพาะแต่ในการสงครามนั้น กฎหมายต้องการให้เป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้น การที่จำเลยมีอาวุธปืนกลและลูกระเบิดไว้ในความครอบครองในขณะเดียวกันจึงเป็นความผิดแต่กรรมเดียว

 
นอกจากนี้ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2529 และ 1569/2523วินิจฉัยไว้ในทำนองเดียวกัน

 
2. มีอาวุธปืนและกระสุนปืน กับมีวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่ในการสงครามไว้ในความครอบครองพร้อมกัน เป็นความผิด2 กรรมต่างกัน

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2518 จำเลยมีอาวุธปืนพกขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก ใช้ยิงได้ และกระสุนปืนขนาด .22จำนวน 7 นัด กับมีลูกระเบิดชนิดสังหาร 1 ลูก อันเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่ในการสงครามไว้ในความครอบครองเป็นความผิด2 กรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ละเมิดกฎหมายหลายบทไม่

 
ตามแนวคำพิพากษาที่กล่าวมาข้างต้นนี้ อาวุธปืนที่มีไว้ในความครอบครองหากเป็นอาวุธปืนประเภทเดียวกันก็ถือเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท แม้ว่าชนิดของอาวุธปืนจะต่างกันก็ตาม แต่ถ้าหากประเภทของอาวุธปืนคนละประเภทแม้จะมีไว้ในความครอบครองคราวเดียวกันก็เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันสำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนสั้นแบบไทยประดิษฐ์ ขนาด .223 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงได้ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายและมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 จำนวน 2 นัด อันเป็นกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้มีไว้ในความครอบครองไม่ได้ ไว้ในความครอบครอง ดังนั้นเมื่อดูตามคำฟ้องดังกล่าวจึงถือได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนคนละประเภทไว้ในความครอบครองคราวเดียวกันย่อมเป็นความผิดต่างกรรมกัน อย่างไรก็ตามการจะพิจารณาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือเป็นการกระทำต่างกรรมกันนั้นจะพิจารณาเฉพาะประเภทของอาวุธปืนว่า แตกต่างกันหรือไม่แต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ดูเจตนานั้น อาจจะไม่เป็นธรรมได้ซึ่งข้อเท็จจริงคล้ายกับคดีนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แตกต่างกัน

 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2868/2526 จำเลยมีอาวุธปืนพกชนิดประกอบขึ้นใช้กับกระสุนขนาด .223 โดยเฉพาะ และกระสุนปืน1 นัด ขนาด .223 ซึ่งบรรจุอยู่ในอาวุธปืนนั้น แม้จะฟังได้ว่ากระสุนปืนนั้นเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ส่วนอาวุธปืนตามฟ้องและทางพิจารณาของโจทก์ไม่ปรากฎว่า เป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้หรือไม่ ก็เป็นที่เห็นได้ว่าเจตนาของจำเลยในการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนนั้น เป็นการมีไว้เพื่อประสงค์อันเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

 
เมื่อเทียบข้อเท็จจริงในคดีนี้กับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2868/2526 จะเหมือนกัน กล่าวคือ จำเลยมีอาวุธปืนชนิดประกอบขึ้นใช้กับกระสุนปืนขนาด .223 กับจำเลยมีกระสุนปืนขนาด .223 ไว้ในความครอบครอง หากพิจารณาเจตนาของจำเลยแล้วจะเห็นได้ว่า จำเลยมีไว้เพื่อประสงค์อันเดียวกันคือ มีอาวุธปืนและกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนไว้ในความครอบครองดังนั้นการกระทำของจำเลยน่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท และจะเป็นธรรมอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 147/2522 ที่กล่าวมา ทั้งนี้เพราะการที่จำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้จำนวนหนึ่ง กับมีวัตถุระเบิดซึ่งใช้แต่เฉพาะในการสงครามไว้ในความครอบครองขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นความผิดกรรมเดียว ทั้ง ๆ ที่อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดล้วนแต่มีอันตรายร้ายแรงกว่าอาวุธปืนที่จำเลยในคดีที่หมายเหตุนี้มีไว้ในความครอบครองซึ่งเป็นอาวุธปืนสั้นแบบไทยประดิษฐ์

 
คดีที่หมายเหตุนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่า การที่มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองคราวเดียวเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและรอการลงโทษให้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นด้วยว่าเป็นการกระทำต่างกรรมแต่ไปพิจารณาดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า ไม่เหมาะสมเห็นควรรอการลงโทษซึ่งศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ทำนองเดียวกันนี้ว่า ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ แต่ด้วยความเคารพผู้หมายเหตุเห็นว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ที่รับผลโดยตรงจากการตัดสินของศาลอุทธรณ์ภาค 1ก็มิได้ยื่นฎีกาในดุลพินิจข้อนี้ ประเด็นในเรื่องนี้จึงไม่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาโดยตรง จึงไม่ควรที่ศาลฎีกาจะไปวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีนี้จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนซึ่งเป็นอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในความครอบครองหรือที่เรียกว่าอาวุธปืนในราชการสงครามพร้อมอาวุธปืนที่ใช้ยิงกับกระสุนดังกล่าวไว้ในความครอบครองและพาไปในทางสาธารณะอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามมีวัตถุประสงค์ในการสร้างขึ้นมาแตกต่างจากอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้กล่าวคือ อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนสามารถออกใบอนุญาตให้ได้นั้นเจตนาประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกันทรัพย์สินและชีวิตของราษฎรด้วยกันเอง แต่อาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงครามนั้นมุ่งสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้างศัตรู ดังนั้นการที่จำเลยซึ่งไม่มีหน้าที่ในการต่อสู้ป้องกันประเทศที่จะต้องทำลายล้างศัตรู กลับมีอาวุธปืนร้ายแรงดังกล่าวไว้ในความครอบครอง จึงไม่น่าที่จะรอการลงโทษไว้ ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้วิวัฒนาการและกำหนดโทษกฎหมายในเรื่องนี้ไว้ไปไกลมากจนถึงขั้นประหารชีวิตแล้ว น่าที่ประเทศไทยจะได้มีการดำเนินการตามบ้างเพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และจูงใจให้มีการมาลงทุนในประเทศไทย

 
     ศิริชัย วัฒนโยธิน

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง