ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ / ประทีป อ่าววิจิตรกุล

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่วิชาว่าความและการถามพยาน & การจัดทำเอกสารกฎหมาย
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษ
เผยแพร่/ปรับปรุง04/05/2018 / 04/05/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3093/2539     

  
 
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2482 มาตรา 61, 73

 
ป.อ. มาตรา 56

  
  แม้ความผิดฐานขับรถบรรทุกน้ำมันเกินอัตราที่จำเลยก่อขึ้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยส่วนรวมดังที่โจทก์ฎีกาแต่ความเสียหายดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นโดยพลันทันทีไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดใดๆมาก่อนย่อมน่าจะให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค2พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกและปรับแต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติด้วยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วส่วนที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษในคดีเช่นเดียวกันก็เป็นดุลพินิจเฉพาะในแต่ละคดีจะถือเอามาเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีนี้หรือคดีอื่นๆหาได้ไม่

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกโดยมีน้ำหนักยานพาหนะรวมน้ำหนักบรรทุก 61,750 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าอัตราที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนด 24,350 กิโลกรัม ไปบนทางหลวงแผ่นดินขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73

 
จำเลยให้การรับสารภาพ

 
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 ลงโทษจำคุก3 เดือน และปรับ 6,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ3,000 บาท รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด1 ปี ให้คุมประพฤติจำเลย โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน จนกว่าจะครบกำหนดเวลารอการลงโทษ ห้ามจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินต่อไป หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30

 
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุก โดยอัยการพิเศษประจำเขต 5ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

 
โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุก โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ความผิดที่จำเลยก่อขึ้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติ ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยส่วนรวมดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นโดยฉับพลันทันทีไม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดใด ๆมาก่อน ดังนี้ น่าที่จะให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปอีกสักครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำคุกและปรับ แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติด้วย น่าจะเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษในคดีเช่นเดียวกันกับคดีนี้ตามนัยแห่งคำพิพากษาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น เป็นดุลพินิจเฉพาะในแต่ละคดีจะถือเอามาเป็นบรรทัดฐานสำหรับคดีนี้หรือคดีอื่น ๆหาได้ไม่ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

 
พิพากษายืน


   
(นาม ยิ้มแย้ม - จรัญ หัตถกรรม - เหล็ก ไทรวิจิตร)

  
หมายเหตุ

  
คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลยโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2533 (ส่งเสริมฯเล่ม 6 หน้า 43) ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์นางอนงค์ ทองเกี่ยว จำเลย ในคดีนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยนำรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งมีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ทางราชการกำหนดถึง 5,800 กิโลกรัมมาเดินบนทางหลวงแผ่นดินนอกจากจะทำความเสียหายแก่ทางสัญจรไปมาของประชาชน ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินในการบูรณะซ่อมแซมอันมีผลเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติโดยส่วนรวมแล้ว ก็ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่นอีกด้วย ทั้งจำเลยกระทำความผิดเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดตามมาจึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย"

 
เป็นปัญหาที่ค้างคาใจผู้บันทึกมาตั้งแต่เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้วว่า หากมีคดีบรรทัดฐานกรณีการรอการลงโทษหรือไม่รอการลงโทษแล้วคดีในลักษณะเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นภายหลังจะต้องถือตามกันตลอดหรือไม่ แม้ระบบกฎหมายของเราจะไม่ใช่ common law แต่เราก็ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลในการถือบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกา แม้ในการศึกษากฎหมายภาคปฏิบัติ การสอบต้องอาศัยคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นธงคำตอบ ทำให้ผู้พิพากษาศาลล่างบางครั้งไม่กล้าตัดสินแปรเปลี่ยนไปจากบรรทัดฐานที่มีมา

 
เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ทำให้เกิดความกระจ่างชัดว่า การใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษไม่ถือหลักตามคดีบรรทัดฐานที่มีมาหรือหลักละติน stare decicis(แปลว่า ยึดมั่นกับสิ่งที่ได้ตัดสินไปแล้ว - to stand by thingsdecided) การตีความกฎหมายแบบนี้ ทำให้กฎหมายเกิดการพัฒนาดีกว่ายึดถือตามกันมาซึ่งจะทำให้เกิดความแข็งกระด้าง (rigid) ซึ่งไม่เหมาะสมัยกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

 
     ประทีป อ่าววิจิตรกุล

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง