ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ภาระการพิสูจน์ / สราวุธ เบญจกุล

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ภาระการพิสูจน์

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายลักษณะพยาน
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ภาระการพิสูจน์
เผยแพร่/ปรับปรุง03/05/2018 / 03/05/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2536  

     
ป.อ. มาตรา 138

 
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 15, 66

  
   ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสองบัญญัติว่าการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่า ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายบทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเฮโรอีนซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนักถึง236.8 กรัม ไว้ในครอบครองเช่นนี้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว โจทก์ไม่จำต้องนำพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 138 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 97, 102 ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2522) เรื่อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน 2522ข้อ 1 สั่งริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ด้วย

 
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

 
จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษจริงตามฟ้อง แต่ให้การปฏิเสธฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง มาตรา 66 วรรคสองกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต และจำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่งให้จำคุก 6 เดือน เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้งสองแล้วจึงไม่อาจนำโทษกระทงหลังของจำเลยที่ 1 มารวมเข้ากับโทษกระทงแรกได้อีก และไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ได้เช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51, 91 คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่ถังแกลลอนของกลาง ซึ่งไม่ปรากฏว่าได้ใช้ในการกระทำความผิดให้คืนแก่เจ้าของ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2ในข้อหาความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

 
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

 
จำเลยที่ 1 ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่ว่าผู้ใดมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเกินกว่ายี่สิบกรัมให้ถือว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์ยังต้องมีหน้าที่นำพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจริง ๆ นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง บัญญัติว่า การผลิตนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปให้ถือว่า ผลิตนำเข้า ส่งออก หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย บทบัญญัติดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีเฮโรอีนซึ่งคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนักถึง 236.8 กรัม ไว้ในครอบครองเช่นนี้จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้ว โจทก์ไม่จำต้องนำพยานมาสืบให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1มีเจตนาที่จะมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

 
พิพากษายืน

    
(อำนวย สุขพรหม - ยงยุทธ ธารีสาร - พรชัย สมรรถเวช)

  
หมายเหตุ

  
 ในเรื่องภาระการพิสูจน์นี้ประเทศไทยใช้หลักกฎหมายซึ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เป็นหัวใจสำคัญโดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิด ผู้กล่าวหาหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ความตามที่กล่าวหานั้น

 
 ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีบทบัญญัติเรื่องหน้าที่นำสืบไว้โดยเฉพาะจึงต้องอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ป.วิ.อ.มาตรา 15) คือผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นมีหน้าที่นำสืบ ตามปกติในคดีอาญาหน้าที่นำสืบตามประเด็นข้อพิพาทตกแก่โจทก์ เว้นแต่

 
1. จำเลยรับว่าทำผิดตามฟ้องแล้ว อ้างเหตุไม่ต้องรับโทษเหตุลดหย่อนผ่อนโทษหรือเหตุบรรเทาโทษ

 
2. มีข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเป็นโทษแก่จำเลย จำเลยต้องสืบหักล้างข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย เช่น

 
- พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 22

 
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 211,286

 
- พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 5,6

 
- พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร พ.ศ. 2490 มาตรา 27

 
- พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 27

 
- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 58

 
- พระราชบัญญัติกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2522มาตรา 40

 
- พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 58

 
- พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 100

 
- พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482 มาตรา 21,30

 
- พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 46

 
- พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27,34

 
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 มาตรา 20

 
- พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 ฯลฯ

 
 ตามปัญหาในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง เป็นข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดซึ่งไม่เปิดโอกาสให้มีการนำสืบโต้แย้งหรือหักล้างได้ ดังนั้นถ้าคู่ความฝ่ายหนึ่งพิสูจน์ได้ว่ามีข้อเท็จจริงอันเป็นเงื่อนไขแห่งการสันนิษฐานเกิดขึ้น ศาลก็จะรับฟังเป็นยุติได้เลยว่ามีข้อเท็จจริงซึ่งได้รับการสันนิษฐานเกิดขึ้นด้วย จึงเป็นกรณีที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้โดยไม่สืบพยานในประเด็นพิพาทข้อสันนิษฐานประเภทนี้มักจะใช้คำว่า "ให้ถือว่า" หรือ "ต้องถือว่า" เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 บัญญัติว่า "ผู้ใดเจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไปให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น"

 
  สราวุธ  เบญจกุล

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง