ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง / ประเสริฐ เขียนนิลศิริ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา วิอาญา
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง คู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
เผยแพร่/ปรับปรุง25/04/2018 / 25/04/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3684-3685/2532  

     
ป.วิ.อ. มาตรา 218

 
ป.อ. มาตรา 349

  
จำเลยได้จำนำทรัพย์สินไว้แก่ผู้เสียหาย การที่จำเลยกับพวกร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินที่จำนำไปจากสถานที่เก็บรักษาโดยอ้างว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของบุคคลอื่นย่อมเป็นการทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้รับจำนำ เพราะเป็นการทำให้ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการจำนำลดจำนวนลงหรือหมดสิ้นไป จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 349

 
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218.

   ________________________________
 

 
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนติดต่อกัน

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 349 ลงโทษจำเลยในสำนวนแรกจำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยในสำนวนที่ 2 จำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุก 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายนั้น เห็นว่าพนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษฟ้องจำเลยในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ไม่ได้ให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

 
จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 
โจทก์สำนวนแรกและจำเลยสำนวนที่ 2 ฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...สำนวนแรกโจทก์ฎีกาว่า จำเลยได้จำนำสินค้าตามฟ้องไว้แก่ผู้เสียหายโดยไม่จำต้องส่งมอบทรัพย์สินที่จำนำต่อกันอีก เพราะจำเลยจะต้องเก็บทรัพย์ที่จำนำไว้ในยุ้งฉางของนายสมโภชน์ซึ่งผู้เสียหายได้เช่าจากนายสมโภชน์ตามเอกสารหมาย ป.จ.6นั้นเห็นว่า จำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำหนังสือสัญญาจำนำตามเอกสารหมาย ป.จ.5 และสัญญาเช่าโกดังตามเอกสารหมาย ป.จ.6 แต่อ้างว่าถูกพนักงานของผู้เสียหายหลอกให้จำเลยลงชื่อในกระดาษแบบพิมพ์อ้างว่าจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้ 3,000,000 บาท เพื่อให้จำเลยนำไปชำระหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขากันทรลักษ์ โดยมีนายคฑาวุธแซ่เตีย เบิกความสนับสนุน แต่จำเลยก็ไม่ได้อ้างหลักฐานการเป็นหนี้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขากันทรลักษ์ มาแสดง นอกจากนี้จำเลยเป็นพ่อค้าติดต่อการค้ากับธนาคารมานาน ไม่น่าเชื่อว่า จำเลยจะถูกพนักงานของผู้เสียหายหลอกให้ลงชื่อในกระดาษแบบพิมพ์ตามที่จำเลยอ้าง จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้จำนำข้าวโพดเมล็ดตากแห้ง มันสำปะหลังเส้น ข้าวเปลือกชนิดต่าง ๆ ตามฟ้องโจทก์ไว้แก่ผู้เสียหายจริง จำเลยอ้างว่าทรัพย์สินที่จำนำไม่ได้ระบุว่ามีจำนวนอยู่เท่าใด และอยู่ในโกดังยุ้งฉาง หรืออาคารโรงสีของผู้ใดนั้น เห็นว่า ตามสัญญาจำนำเอกสารหมาย ป.จ.5 ได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในที่เก็บรักษา บนที่ดินโฉนดที่40, 41 ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และมีนายสมโภชน์ แซ่เตีย เป็นผู้รักษาทรัพย์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีสัญญาเช่าโกดังสินค้าที่ผู้เสียหายเป็นผู้เช่า นายสมโภชน์ แซ่เตียและนายคฑาวุธ แซ่เตีย เป็นผู้ให้เช่าตามเอกสารหมาย ป.จ.6ซึ่งมีข้อความว่าโกดังสินค้า ยุ้งฉาง และอาคารโรงสีไทยนต์ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดที่ดินดังกล่าวสนับสนุน จึงต้องฟังว่าทรัพย์สินที่อยู่ในอาคารโกดังบนที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำนำตามเอกสารหมายป.จ.5 ที่จำเลยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวที่อยู่ในโกดังของนายสมโภชน์และนายคฑาวุธ แซ่เตีย เป็นของนายธนาการ แซ่เตีย ซึ่งมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ให้นายธนาการ แซ่เตีย นั้น ได้ความจากนายธนาการ พยานจำเลยว่า ทรัพย์ดังกล่าวมีสัญญาฝากทรัพย์และนายสมโภชน์ นายคฑาวุธ ได้ทำสัญญาประกันภัยทรัพย์ดังกล่าวโดยระบุให้นายธนาการเป็นผู้รับประโยชน์ พยานได้นำกรมธรรม์ประกันภัยฝากไว้กับนายสอาด แต่จำเลยก็ไม่ได้อ้างสัญญาฝากทรัพย์ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ และจำเลยก็ไม่ได้ถามค้านนายสอาดเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวด้วย ข้อนำสืบจำเลยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ แม้จะมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยส่งมอบทรัพย์ก็ได้ความว่า นายธนาการฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 9 หรือ 10 มีนาคม 2526 และศาลได้พิพากษาตามยอมก่อนวันที่ 16 มีนาคม 2526 โดยไม่มีการต่อสู้คดีกันเลย จึงทำให้เป็นข้อระแวงสงสัยยิ่งขึ้น และนายธนาการก็ไม่ได้ฟ้องนายสมโภชน์และนายคฑาวุธซึ่งเป็นผู้รักษาทรัพย์และผู้ให้เช่าโกดังให้ส่งมอบทรัพย์ให้นายธนาการ แต่กลับฟ้องจำเลย จึงยิ่งทำให้ไม่น่าเชื่อข้อนำสืบของจำเลย จำเลยอ้างว่านายสอาดพยานโจทก์มิได้เบิกความยืนยันว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อนายตามใจ ขำภโต กรรมการผู้มีอำนาจของผู้เสียหายนั้น เห็นว่านายสอาดเบิกความว่านายตามใจ ขำภโต กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารผู้เสียหายเป็นผู้ทำหนังสือมอบอำนาจ ตามเอกสารหมาย ป.จ.1จึงต้องฟังว่า นายตามใจได้ลงชื่อในช่องผู้มอบอำนาจ ปรากฏข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว ข้อ 6 ให้มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษและมอบคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน จำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้างเอกสารดังกล่าวจึงต้องฟังว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์คดีนี้โดยชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้จำนำทรัพย์สินไว้แก่ผู้เสียหายดังกล่าว การที่จำเลยกับพวกร่วมกันขนย้ายทรัพย์สินที่จำนำไปจากสถานที่เก็บรักษาโดยอ้างว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของนายธนาการ จึงย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายผู้รับจำนำเพราะเป็นการทำให้ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการจำนำลดจำนวนลงหรือหมดสิ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดดังโจทก์ฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะสำนวนแรกไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

 
สำนวนที่ 2 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยฎีกาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะในประเด็นที่ว่าได้มีการร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าธนาคารกรุงไทย จำกัดร่วมรู้เห็นให้จำเลยขนย้ายทรัพย์ที่จำนำ จึงมีลักษณะสมคบหรือยินยอมให้จำเลยกระทำได้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด จึงไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้เสียหายได้ยินยอมให้จำเลยขนย้ายทรัพย์ที่จำนำ จำเลยกล่าวอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามบทกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

 
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในสำนวนแรก ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

    
(เสริมพงศ์ วรยิ่งยง - ดุสิต วราโห - เกียรติ จาตนิลพันธุ์)

  
หมายเหตุ

  
1. ผู้กระทำของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 349 คือ ผู้จำนำทรัพย์

 
 จำนำ คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้จำนำส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 747)

 
 การจำนำผู้จำนำต้องส่งมอบทรัพย์ที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้เกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์ที่จำนำนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 490/2502 วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยกู้เงินโจทก์และในสัญญากู้มีข้อความด้วยว่า จำเลยได้นำโคมาจำนำไว้เมื่อทำสัญญากู้เงินกันแล้วโจทก์ได้ยินยอมมอบโคกลับคืนไปสู่การครอบครองของจำเลย แม้จำเลยจะเคยนำกลับไปให้โจทก์บ้างเป็นครั้งคราว แต่ผลที่สุดโจทก์ก็ยินยอมมอบคืนแก่จำเลยอีก เช่นนี้ย่อมถือว่าจำเลยหาได้มอบโคไว้เป็นประกันการชำระหนี้ตามความหมายในลักษณะจำนำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349 ไม่

 
 คดีสำนวนแรกนี้มีปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่จำเลยกับพวกขนย้ายไปจากสถานที่เก็บรักษาด้วยว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทำสัญญาจำนำและส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยข้อนี้แล้วเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยจำนำไว้แก่ผู้เสียหายมีการส่งมอบแก่ผู้เสียหายแล้ว แต่ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์จำนำไว้ ดังนั้น การที่จำเลยร่วมกับพวกขนย้ายทรัพย์สินดังกล่าวไปจากที่เก็บรักษาโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นที่ฝากจำเลยไว้ จึงย่อมเป็นการเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่จำเลยจำนำไว้แก่ผู้เสียหาย และเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายเพราะเป็นการทำให้ทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบแก่ผู้เสียหายเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ลดจำนวนลงหรือหมดไป จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 349

 
2. คดีสำนวนที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปีตามศาลชั้นต้น คู่ความต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 คดีสำนวนที่ 2นี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาแล้วว่า ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้เสียหายได้ยินยอมให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินที่จำนำ ดังนั้น การที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายร่วมรู้เห็นให้จำเลยขนย้ายทรัพย์ที่จำนำ มีลักษณะสมคบหรือยินยอมให้จำเลยกระทำได้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด ไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายนั้นจึงเป็นฎีกาที่ประสงค์จะให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงแตกต่างไปจากที่ศาลอุทธรณ์ฟังมา เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว (โปรดดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2010/2528,1057/2529)

 
 คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ตัดสินก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17)พ.ศ. 2532 มาตรา 11 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2532เป็นต้นไป แต่การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 218 นี้ไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักกฎหมายดังกล่าว

 
  ประเสริฐ  เขียนนิลศิริ

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง