หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญา / ประดิษฐ์ เอกมณี
หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญา / ประดิษฐ์ เอกมณี
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
| หมวดหมู่ | รวมหมายเหตุท้ายฎีกา วิอาญา |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญา |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 21/04/2018 / 21/04/2018 |
รายละเอียดเบื้องต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2174/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ป.อ. มาตรา 341
โจทก์ร่วมให้เงินแก่จำเลยสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายกับค่าติดต่อกับผู้ใหญ่เพื่อช่วยเหลือโจทก์ร่วมให้เข้าทำงานเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมให้เงินไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานอันเป็นการใช้ให้กระทำผิดกฎหมาย โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงกับจำเลย.
________________________________
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นรวมการพิจารณาพิพากษา คดีสำนวนแรกศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม ทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินจำนวน 20,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้วางโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละหกเดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ร่วม
จำเลยทั้งสองฎีกา
ระหว่างฎีกา โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์เฉพาะจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายเพราะโจทก์ร่วมมีเจตนาร่วมกับนางยุพินกับพวกนำเงินสินบนไปให้เจ้าพนักงานกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เป็นการให้เพื่อทำผิดกฎหมายในการรับโจทก์ร่วมเข้าทำงานโดยไม่ต้องสอบศาลฎีกาเห็นว่า นายวิลัย ธีระราษฎร์ พยานโจทก์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายสถานีรถไฟมาก่อนเบิกความว่า การทำงานในการรถไฟฯ มี 2 ประเภทถ้าเข้าเป็นนักเรียนจะมีการสอบคัดเลือก ถ้าเข้าเป็นคนงานทางแขวงจะเป็นผู้รับเข้าเอง โจทก์ร่วมว่า จำเลยบอกว่าเงินที่ได้รับจะนำไปเป็นค่าติดต่อกับผู้ใหญ่ให้เข้าทำงานและเป็นค่าใช้จ่าย นางเทพว่าตกลงเป็นค่าใช้จ่ายกับค่าติดต่อ ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมให้เงินไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานอันเป็นการใช้ให้กระทำผิดกฎหมาย โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลย..."
พิพากษายืน.
(อำนวย เปล่งวิทยา - สุชาติ จิวะชาติ - เสรี แสงศิลป์)
หมายเหตุ
ผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาได้นั้น นอกจากจะเป็นผู้เสียหายโดยพฤตินัย คือเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งแล้ว บุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยด้วย ส่วนผู้เสียหายโดยพฤตินัยแต่ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยนั้นไม่มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาซึ่งได้แก่ผู้เสียหายดังต่อไปนี้
1. ผู้เสียหายที่มีส่วนในการกระทำความผิดนั้นด้วย เช่น สามีโจทก์และจำเลยขับรถยนต์ชนกันโดยประมาทเป็นเหตุให้สามีโจทก์และคนอื่นถึงแก่ความตาย สามีโจทก์เป็นผู้กระทำผิดฐานขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้คนตาย อันจะต้องรับโทษทางอาญาด้วยผู้หนึ่ง จึงไม่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยแทนสามีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2)(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920-921/2507 ตรงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1604/2508 และ1167/2530)
2. ผู้เสียหายที่ยินยอมสมัครใจกระทำความผิดนั้น เช่น ผู้กู้ทำสัญญายอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้เกินอัตราในกฎหมายโดยสมัครใจผู้กู้ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษผู้ให้กู้ตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 845/2481,643/2486) ผู้สมัครใจเข้าวิวาททำร้ายกันจะมาฟ้องคู่วิวาทฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2496,1828-1829/2497) ผู้ตายกับจำเลยสมัครใจชกมวยพนันเอาเงินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายไม่ได้ บิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้ตาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1083/2510)
3. ผู้เสียหายที่ร่วมกระทำผิดด้วยหรือใช้ให้กระทำผิด เช่นหญิงยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ถือว่าหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4) แม้หญิงนั้นจะถึงแก่ความตาย บิดาของหญิงนั้นก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องผู้ทำให้หญิงแท้ลูกได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่955/2502) ผู้เสียหายใช้ให้จำเลยนำเงินไปซื้อสลากกินรวบอันเป็นความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 481/2524) จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่า จำเลยสามารถนำบุตรชายผู้เสียหายเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบกได้โดยสอบคัดเลือกพอเป็นพิธีเท่านั้น และเรียกเงินเพื่อนำไปให้คณะกรรมการเพื่อช่วยบุตรผู้เสียหายให้เข้าเรียนได้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป ถือว่าผู้เสียหายได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน ผู้เสียหายจึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638-1640/2523) ผู้เสียหายสมัครใจเล่นการพนันกับจำเลยและพวกโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการร่วมกับจำเลยกระทำความผิด ผู้เสียหายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานนำคดีขึ้นว่ากล่าวในความผิดตามมาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2530)
ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะใกล้เคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638-1640/2523 แต่ก็ต่างกันตรงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมได้มอบเงินไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใดอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมได้ร่วมกับจำเลนนำสินบนไปให้แก่เจ้าพนักงานโจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีอำนาจร้องทุกข์และเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ ซึ่งวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2440/2525 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยกับภริยาร่วมกันหลอกลวง ศ.ว่าสามารถนำบุตรของ ศ. เข้าเรียนเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงเรียนพยาบาลได้โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก และเรียกร้องเอาเงินจำนวนหนึ่งศ.ตกลงมอบเงินให้ภริยาจำเลยไปข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าศ.ให้เงินไปเพื่อให้จำเลยหรือภริยานำไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการสอบคัดเลือกให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต ถือไม่ได้ว่า ศ. ได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงานศ. ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย.
ประดิษฐ์ เอกมณี
บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)
ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง