ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30, 43 ชาติชาย อัครวิบูรย์

หมายเหตุท้ายฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30, 43 ชาติชาย อัครวิบูรย์

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา วิอาญา
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30, 43 ชาติชาย อัครวิบูรย์
เผยแพร่/ปรับปรุง20/04/2018 / 20/04/2018

รายละเอียดเบื้องต้น

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 630/2529   

    
ป.วิ.อ. มาตรา 30, 43
ป.อ. มาตรา 266 (4), 268, 341

  
  จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมไม่มีหน้าที่การเงินจำเลยนำเช็คปลอมจำนวน3ฉบับไปยื่นต่อส. และอ. ซึ่งเป็นพนักงานการเงินของโจทก์ร่วมต่างวันกันโดยแต่ละครั้งจำเลยนำใบฝากโอนเงินเข้าธนาคารต่างสาขาในบัญชีของบ. ซึ่งจำเลยแต่ผู้เดียวมีอำนาจถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวแม้ไม่มีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือมีส่วนในการปลอมเช็ค3ฉบับดังกล่าวแต่ตามพฤติการณ์แสดงได้ว่าจำเลยรู้ว่าเช็คนั้นเป็นเอกสารปลอมดังนั้นการที่จำเลยนำเช็คปลอมไปแสดงต่อพนักงานการเงินของโจทก์ร่วมโดยปกปิดความจริงจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อยอมสั่งจ่ายเงินตามเช็คปลอมจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง  พนักงานอัยการโจทก์ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่จำเลยฉ้อโกงไปคืนแก่ผู้เสียหายมาท้ายฟ้องและโจทก์ร่วมได้เสียค่าธรรมเนียมมาถูกต้องแล้วจำเลยจึงต้องคืนหรือใช้เงินตามฟ้องให้โจทก์ร่วม.

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 266,268, 341, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน2514 ข้อ 2 ริบตั๋วเงินปลอมของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 202,700 บาท ที่จำเลยฉ้อโกงไปคืนแก่ผู้เสียหาย

 
จำเลยให้การปฏิเสธ

 
ระหว่างพิจารณาคดีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

 
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแต่ให้ริบตั๋วเงินปลอมของกลางทั้ง 3ฉบับ

 
โจทก์ร่วมอุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268, 266, 341 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268อันเป็นบทหนักจำคุกจำเลย 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

 
โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกงหรือไม่

 
ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานใช้เอกสารปลอมผู้ใช้ต้องรู้ว่าเอกสารที่ใช้เป็นเอกสารปลอม จำเลยรับเช็คทั้งสามฉบับไว้ตามหน้าที่โดยไม่รู้ว่าเป็นเอกสารปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า นายสุเทพ ผู้จัดการธนาคารโจทก์ร่วม สาขาบางกะปิ เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุราว 1 เดือนพยานได้สั่งให้จำเลยไปช่วยงานด้านสินเชื่อ ไม่ต้องไปทำหน้าที่พนักงานการเงิน นางสุคนธ์ สมุห์บัญชีว่า จำเลยมีหน้าที่พิมพ์หนังสืออยู่หน้าห้องผู้จัดการชั้นบนนางสาวอัจฉรา ผู้ช่วยสมุห์บัญชีก็ว่าปกติจำเลยนั่งประจำอยู่ชั้นบนหน้าห้องผู้จัดการ จำเลยเองก็ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า ได้ลงมาช่วยทำนห้าที่พนักงานการเงินเฉพาะวันที่ 15และวันสิ้นเดือนของทุกเดือน และต้องได้รับคำสั่งจากแคชเชียร์หรือผู้จัดการจึงจะลงมาช่วยงานได้ แต่เช็คทั้งสามฉบับที่จำเลยเป็นผู้นำไปเสนอนางสุคนธ์และนางสาวอัจฉรา มิได้ยื่นในวันที่ 15 หรือวันสิ้นเดือน ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า รับเช็คไว้ตามหน้าที่จึงไม่เป็นความจริงยิ่งกว่านั้นเช็คทั้งสามฉบับมิใช่เป็นเช็คปลอมเพียงฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่เป็นเช็คปลอมทั้งสามฉบับ ทั้งจำเลยนำไปยื่นต่อนางสุคนธ์ นางสาวอัจฉรา ต่างวันก็มิใช่ในวันเดียว จึงไม่เชื่อว่าจะเป็นเหตุบังเอิญดังจำเลยกล่าวในฎีกา นอกจากนี้แต่ละครั้งที่จำเลยนำเช็คไปยื่น จำเลยก็นำไปฝากโอนเงินเข้าธนาคารต่างสาขาไปยื่นด้วยในวันเดียวกัน จำนวนเงินในใบฝากเงินตรงกับจำนวนเงินตามเช็ค และโอนเงินไปเข้าบัญชีของนายบัณฑิตที่ธนาคารโจทก์ร่วมสาขาบางเขน ข้อที่จำเลยว่าถ้าจำเลยมีเจตนาทุจริต จำเลยรับเงินสดไปทันทีจะปลอดภัยกว่า ศาลฎีกาเห็นว่าหากจำเลยรับเงินสดไปจะส่อพิรุธเพราะจำเลยอ้างว่า มีผู้อื่นนำเช็คมายื่นมิใช่จำเลย ถ้าจะรับเงินสดก้ต้องมีผู้มารับเงินไป หากจำเลยเอาเงินสดไปเองก็จะเป็นที่ผิดสังเกตของผู้ร่วมงาน การโอนเงินเข้าบัญชีชื่อผู้อื่นหากมีการสอบถามชื่อเจ้าของบัญชีก็จะได้รับแจ้งว่านายบัณฑิตเป็นเจ้าของบัญชีทั้ง ๆ ที่ความจริงจำเลยแต่ผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจถอนเงินจากบัญชีของนายบัณฑิต จำเลยอ้างว่านายจิตติพันธ์ อมรพันธ์ เป็นผู้นำเช็คมาเบิกเงินและฝากเงินเข้าบัญชีที่จำเลยสั่งจ่ายได้คือธนาคารโจทก์ร่วมสาขาบางเขน แต่จำเลยมิได้นำตัวบุคคลดังกล่าวมาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งจะมีตัวอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่ปรากฏแน่ชัด จำเลยอ้างว่านายจิตติพันธ์ อมรพันธ์ ชอบพอจำเลย จึงฝากเงินเข้าบัญชีไว้แล้วมาขอรับภายหลังไม่มีเหตุผลควรเชื่อ เงินตามเช็คที่จำเลยว่านายจิตติพันธ์ อมรพันธ์ ฝากเข้าบัญชีของจำเลยเป็นจำนวนเกือบสองแสนบาท โดยที่ผู้ฝากไม่สามารถเบิกได้หากจำเลยถึงแก่ความตายผู้ฝากก็ย่อมสูญเงินเปล่า ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเป็นผู้เล่าเรื่องการรับเช็คไว้ให้โจทก์ร่วมทราบเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจนั้น ไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความรับรองเรื่องนี้ นายสุเทพผู้จัดการเบิกความว่า เมื่อพบว่าเช็คเอกสารหมาย จ.5 ปลอมจึงรายงานไปทางสำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ร่วม ทางสำนักงานใหญ่ส่งคนมาตรวจสอบจึงพบเช็คเอกสารหมาย จ.8 จ.9 แม้จะไม่มีพยานหลักฐานอันใดบ่งชี้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเช็คทั้งสามฉบับหรือมีส่วนร่วมในการปลอมเช็คดังกล่าว แต่พฤติการณ์ของจำเลยก็บ่งชี้ว่า จำเลยรู้ว่าเช็คตามฟ้องทั้งสามฉบับเป็นเอกสารปลอม การที่จำเลยนำเช็คตามฟ้องทั้งสามฉบับไปแสดงต่อพนักงานธนาคารโจทก์ร่วม สาขาบางกะปิ โดยปกปิดความจริงจนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อสั่งจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับเข้าบัญชีเงินฝากซึ่งจำเลยเป็นผู้มีอำนาจถอนเงินได้แต่ผู้เดียว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

 
ส่วนข้อที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมนั้น เห็นว่าโจทก์ขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน จำนวน202,700 บาท ที่จำเลยฉ้อโกงไปคืนแก่ผู้เสียหายมาท้ายฟ้องและโจทก์ร่วมได้เสียค่าธรรมเนียมมาถูกต้องแล้ว เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิด จำเลยจึงต้องคืนหรือใช้เงินตามฟ้องให้โจทก์ร่วม ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

 
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 202,700 บาทแก่โจทก์ร่วมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์.

    
(อำนวย เปล่งวิทยา - สุชาติ จิวะชาติ - เสรี แสงศิลป์)

  
หมายเหตุ

  
คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายได้เฉพาะความผิดตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ต่อมาผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ดังนี้ โจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับทุนทรัพย์ที่ขอให้จำเลยคืนอีก เพราะพนักงานอัยการได้ร้องขอให้คืนอยู่แล้วเป็นคำขออันเดียวกันและในเรื่องเดียวกัน ซึ่งศาลยอมรับพิจารณาให้อยู่แล้ว จึงหาควรเรียกค่าธรรมเนียมอีกไม่ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1103-1104/2496 อย่างไรก็ดี หากโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องแต่ฝ่ายเดียวโดยพนักงานอัยการโจทก์มิได้ร่วมอุทธรณ์ด้วยแล้ว คำฟ้องอุทธรณ์ที่ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้นแก่ผู้เสียหาย ต้องเสียค่าธรรมเนียมอย่างดคีแพ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2499) มิฉะนั้นศาลสูงไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาไว้พิจารณา(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2491)

 
สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง ซึ่งย่อมขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกงได้อยู่แล้ว และพนักงานอัยการดจกท์ได้ฟ้องเรียกเงินจำนวน 202,700 บาท ซึ่งผู้เสียหายหลงจ่ายไปตามเช็คปลอมที่จำเลยนำไปเบิกเข้าบัญชีของบ. เมื่อปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เดียวที่มีอำนาจถอนเงินจากบัญชีของ บได้ย่อมถือว่าจำเลยได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงต้องคืนหรือใช้เงินจำนวน 202,700 บาท ดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย ในกรณีนี้แม้พนักงานอัยการโจทก์จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมอุทธรณ์และฎีกามาโดยตลอดและได้เสียค่าธรรมเนียมตามทุนทรัพย์ถูกต้องแล้วจำเลยจึงต้องรับผิดคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม

 
มีข้อน่าคิดว่า หากพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยมิได้ขอให้ศาลลงโทษในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าพนักงานอัยการโจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ไม่ได้แน่ เพราะมิใช่คดีความผิดดังที่ระบุไว้ในมาตรา 43 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยตั้งฐานความผิดเพิ่มเติมไปจากฟ้องเดิมของโจทก์คงมิได้เช่นกัน เพราะเหตุว่ามิได้มีการดำเนินการสอบสวนกันมาตามระเบียบ ซึ่งพนักงานอัยการจะฟ้องในฐานความผิดฐานนี้ได้ต้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนการฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรร้องทุกข์โดยระบุข้อหาฉ้อโกงไว้ต่อพนักงานสอบสวนให้แจ้งชัดด้วยเพราะความผิดฐานฉ้อโกง นอกจากมาตรา 343 แล้ว เป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งต้องร้องทุกข์เสียก่อน มิฉะนั้นพนักงานสอบสวนอาจจะมิได้แจ้งข้อหาและดำเนินการสอบสวนในข้อหาฉ้อโกงไว้นอกจากนี้การที่ผู้เสียหายขอเพิ่มเติมข้อหาหรือฐานความผิดนั้นน่าจะเป็นการตั้งฟ้องขึ้นใหม่อันเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เท่านั้นทั้งนี้โดยอาศัยคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นคำฟ้องของตน อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2525 วินิจฉัยไว้แล้วว่า โจทก์ร่วมเข้ามาดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องให้นอกเหนือไปจากฟ้องของพนักงานอัยการหากศาลชั้นต้นนัดไต่สวนมูลฟ้องในส่วนที่โจทก์ร่วมมมขอแก้และเพิ่มเติมฟ้องไว้ ก็มีอำนาจสั่งงดเสียได้ (อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่1370/2522 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ นายเฮือนมาลาชาสิงห์ กับพวก โจทก์ร่วม นางสาววาสนา พรมปากดี จำเลย).

 
     ชาติชาย อัครวิบูรย์.

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง