ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การชำระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 324

หมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การชำระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 324

คำแนะนำการใช้งาน
ข้อมูลพื้นฐานเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน และไฟล์แนบจะแสดงตามสถานะสมาชิกและ Level เดิมของระบบ
หมวดหมู่รวมหมายเหตุท้ายฎีกา กฎหมายแพ่ง
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นหมายเหตุท้ายฎีกา เรื่อง การชำระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 324
เผยแพร่/ปรับปรุง20/04/2018 / 20/04/2018

รายละเอียดเบื้องต้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15/2497      
ป.พ.พ. มาตรา 324


 ทำสัญญาประนีประนอมต่อพนักงานอำเภอให้เขาไถ่ที่ที่จำเลยยึดไว้ทำต่างดอกเบี้ยแต่ไม่ระบุให้ชำระเงินที่ไหนแม้จะยังไม่ได้ชำระเงินกันตามสัญญาก็ไม่เป็นเหตุให้สัญญานั้นเลิกไปจำเลยยังมีความผูกพันที่จะต้องให้ไถ่ที่นั้นอยู่

  
________________________________

  
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ 5 ปีมานี้ นายเฉื่อยบิดาโจทก์ได้กู้เงินจำเลย 350 บาทมอบนาพิพาทไม่มีโฉนดให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยมาในเดือน 5 ปี 2494 บิดาโจทก์ป่วย ได้มอบอำนาจให้โจทก์ไปขอไถ่ที่ดังกล่าวจากจำเลย จำเลยไม่ยอม โจทก์ไปร้องขอให้กรมการอำเภอองครักษ์เปรียบเทียบ อำเภอเปรียบเทียบให้จำเลยคืนนาให้โจทก์ และให้โจทก์เสียค่าไถ่ถอนเป็นเงิน 600 บาท โจทก์และจำเลยต่างตกลงตามคำเปรียบเทียบของกรมการอำเภอ โดยมีกำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้ภายในเดือนมกราคม 2495 และจำเลยยอมมอบที่ดินให้โจทก์เมื่อครบกำหนดตามข้อตกลงแล้ว โจทก์ได้นำเงินไปชำระให้จำเลยไม่ยอมรับโจทก์ไปร้องต่อกรมการอำเภอองครักษ์ให้เรียกจำเลยมาบังคับตามยอมจำเลยก็ไม่ยอม ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรับเงิน 600 บาทและมอบที่ดินคืนให้โจทก์

 
จำเลยให้การว่า ความจริงบิดาโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาขายฝากที่พิพาทให้จำเลยไว้เป็นเงิน 350 บาท มีกำหนดไถ่คืน 1 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วบิดาโจทก์ไม่ไถ่ถอน จนบัดนี้เป็นเวลา 7 ปี จำเลยครอบครองมาย่อมได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้ว และที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์เป็นของบิดาโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้บิดาโจทก์วายชนม์ไปแล้วโจทก์ก็ยังไม่ได้รับกรรมสิทธิ์แต่ประการใด ทั้งนางเลี่ยมมารดาโจทก์ก็ยังมีชีวิตอยู่ โจทก์จะเอาที่ดินซึ่งไม่ใช่ของตนมาฟ้องไม่ได้ อนึ่งตามที่กรมการอำเภอได้เปรียบเทียบนั้น เมื่อถึงกำหนดแล้วโจทก์ก็ไม่นำเงินมาชำระต้องถือว่าโจทก์ผิดนัด ต่อมาโจทก์ก็จะขอไถ่จากจำเลยเป็นเงิน1,000 บาท จำเลยไม่ยอมตกลงด้วยจะเอา 3,000 บาท โจทก์ไม่ยอมได้นำคดีมาฟ้อง จำเลยจึงไม่ยอมรับเงินและไม่ยอมคืนที่ให้โจทก์เพราะโจทก์ผิดนัดเหลวไหล ขอให้ศาลยกฟ้อง

 
ศาลจังหวัดนครนายกพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่พิพาทซึ่งถูกรบกวนสิทธิ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และว่าโจทก์เป็นผู้ผิดนัดดังจำเลยต่อสู้ พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมกับค่าทนาย 100 บาทแทนจำเลย

 
โจทก์อุทธรณ์

 
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรับเงิน 600 บาทจากโจทก์ และคืนนาพิพาทให้โจทก์ กับให้จำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้ง 2 ศาลและค่าทนายอีก 150 บาทแทนโจทก์

 
จำเลยฎีกา

 
ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีนี้แล้ว ทางพิจารณาได้ความตามคำพยานโจทก์ว่า นายเฉื่อยบิดาโจทก์เป็นผู้นำนาพิพาทไปขายฝากแก่จำเลยเมื่อ 5-6 ปีมานี้ พอบิดาตายโจทก์ไปขอไถ่จากจำเลย ในที่สุดได้ทำสัญญากันที่อำเภอองครักษ์ ยอมให้ไถ่เป็นเงิน 600 บาท แต่ไม่ได้ระบุสถานที่ชำระเงิน เป็นแต่อำเภอสั่งให้ไปวางเงินกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ครั้นวันที่ 3 ขึ้น 4 ค่ำ 2495 โจทก์นำเงินไปชำระที่บ้านผู้ใหญ่บ้านประสาน ผู้ใหญ่บ้านประสานได้บอกให้จำเลยไปรับเงินแล้ว จำเลยก็ไม่ไป ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ โจทก์มาอำเภอพบจำเลยปลัดพยุงเรียกเข้าไปบอกว่า จำเลยไม่ยอมให้ไถ่ที่พิพาทตามราคาที่เปรียบเทียบ ถ้าจะไถ่ต้องไถ่ 3,000 บาท โจทก์ขอให้ 1,000 บาทก็ไม่ตกลงกัน โจทก์จึงมาฟ้อง

 
ฎีกาของจำเลยข้อ 1 ก. คัดค้านว่า เดิมนายเฉื่อยบิดาโจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจำเลย และมอบที่ดินรายพิพาทให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย และในวันพิจารณาโจทก์กลับนำสืบในทำนองโจทก์ได้ขายที่ดินรายพิพาทให้จำเลยทำนองขายฝาก ซึ่งเป็นการขัดกับฟ้องจึงไม่ควรรับไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาที่จำเลยกล่าว แต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งกรมการอำเภอเป็นผู้ทำสัญญาลงวันที่ 3 เมษายน 2494

 
ข้อที่จำเลยฎีกาคัดค้านว่า โจทก์มิใช่คู่สัญญากับจำเลย ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์เข้าเป็นคู่สัญญากับจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวข้างต้นแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญานั้นได้

 
 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ระบุสถานที่ให้ชัดแจ้งว่า ให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลย ณ สถานที่ใด โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินให้จำเลยที่ว่าการอำเภอองครักษ์นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายประวิช ปลัดอำเภอองครักษ์ผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ได้บอกให้คู่สัญญาไปชำระเงินกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก็ได้ โจทก์ได้นำเงินไปชำระที่บ้านผู้ใหญ่บ้านประสาน และผู้ใหญ่ประสานได้บอกให้จำเลยไปรับเงินแล้ว จำเลยไม่ไปพฤติการณ์เป็นเช่นนี้ไม่มีเหตุอันจะทำให้สัญญาประนีประนอมเลิกไปจำเลยยังคงมีความผูกพันตามสัญญาอยู่ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

 
 จึงพิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลยเสีย และให้จำเลยเสียค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์เป็นเงิน 50 บาท

    
(พิบูลย์ไอศวรรย์ - มนูภันย์วิมลสาร - ดุลยกรณ์พิทารณ์)

  
หมายเหตุ

  
 การชำระหนี้จะต้องทำ ณ ที่ใดนั้น มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 324 ซึ่งสำหรับการใช้เงินอย่างในคดีนี้ ก็คือชำระ ณ ภูมิลำเนาของเจ้าหนี้ ที่ว่าการอำเภอแม้จะเป็นที่ ๆ ได้ทำสัญญาประนีประนอมกันก็ดี หรือที่บ้านผู้ใหญ่บ้านก็ดี ไม่ใช่ที่ ๆ จะชำระหนี้กันตามมาตรา 324 เพราะฉะนั้นการที่โจทก์ว่าได้นำเงินไปรับเงินไปชำระที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน จึงไม่ใช่ที่ ๆ จำเลยผู้เป็นเจ้าหนี้จะต้องไปรับชำระหนี้ แต่แม้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้แล้ว การที่โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้สัญญาประนีประนอมเลิกไป เหตุที่จะเลิกสัญญาได้มีแต่ตามมาตรา 386,387,388,389 หรือตามที่บทมาตราอื่น ๆ ในเอกเทศสัญญาจะบัญญัติไว้โดยเฉพาะเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเมื่อฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาแล้วสัญญาจะเลิกไปเองในตัว ฉะนั้นโจทก์จึงยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้อยู่ เมื่อจำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระหนี้ตามสัญญา ศาลก็บังคับได้

 
บรรณาธิการ

ข้อมูลเพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่มีสถานะใช้งานและ Level Law/Lawyer ตามเงื่อนไขเดิม

บันทึกที่เกี่ยวข้อง (0)

ยังไม่มีบันทึกที่เกี่ยวข้อง