ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

เจาะประเด็นปัญหา การใช้ถ้อยคําเรียกฐานความผิด เตรียมสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา (ปี 2567 -2568)

เจาะประเด็นปัญหา การใช้ถ้อยคําเรียกฐานความผิด เตรียมสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา (ปี 2567 -2568)

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่อัยการผู้ช่วย (สนามใหญ่ + เล็ก) ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ประเภทเอกสาร
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นเจาะประเด็นปัญหา การใช้ถ้อยคําเรียกฐานความผิด เตรียมสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา (ปี 2567 -2568)
เผยแพร่/ปรับปรุง30/06/2024 / 30/06/2024

รายละเอียดเบื้องต้น

เจาะประเด็นปัญหา การใช้ถ้อยคําเรียกฐานความผิด ในการเขียนตอบข้อสอบ

เตรียมสอบ ผู้ช่วยผู้พิพากษา (ปี 2567 -2568)

 

ข้อสังเกต การใช้ถ้อยคําเรียกฐานความผิด ในการตอบข้อสอบ* 

        (๑) จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ประกอบมาตรา ๖๒ วรรคแรก, ๖๙ ฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสําคัญผิด” ศาลฎีกาใช้ถ้อยคําดังกล่าวในฎีกาที่ ๕๒๙๙/๒๕๖๒

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๒๙๙/๒๕๖๒ การที่ผู้เสียหายกับพวกขว้างปาขวดสุราและไม้เข้าไปยังบริเวณที่จำเลยและ ว. หลบซ่อนอยู่โดยจำเลยและ ว. มิได้ก่อเหตุขึ้นก่อน ย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายกับพวกซึ่งมีจำนวนมากกว่ามีเจตนาประทุษร้ายจำเลยและ ว. อันเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิกระทำการป้องกันเพื่อให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับพวกมีอาวุธร้ายแรงอื่นใดอีก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายกับพวกย่อมไม่ได้สัดส่วนกับการป้องกันตัวของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด เมื่อกระสุนปืนที่จำเลยยิงถูกผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัส จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด

 

        (๒) จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบ มาตรา ๘๖ ฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทําความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” (ถ้อยคําจากฎีกาที่ ๔๙๗๘/๒๕๖๒)

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๗๘/๒๕๖๒ แม้จำเลยที่ ๓ ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ ๑ , ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกเพื่อกระทำความผิด โดยจำเลยที่ ๓ มีส่วนรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น แต่ขณะที่จำเลยที่ ๑ , ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ ๓ จอดรถรอที่ซุ้มประตูบ้านโคกตาลเพื่อคอยดูเส้นทางให้จำเลยที่ ๔ กับพวกเท่านั้น มิได้ร่วมขับรถจักรยานยนต์ไล่ติดตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับ บริเวณที่จำเลยที่ ๓ จอดรถคอยดูเส้นทางให้ มิได้อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุในลักษณะที่จำเลยที่ ๓ พร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกในขณะกระทำความผิดได้ในทันที จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำอันจะเป็นตัวการในการกระทำความผิดได้ การกระทำของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นเพียงการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กับพวกกระทำความผิด จำเลยที่ ๓ มีความผิดฐานเป็นสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเท่านั้น และแม้จำเลยที่ ๓ มิได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นเพื่อชดใช้แก่ผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๒ แต่ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลต้องกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จำเลยที่ ๓ จึงควรต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ ๑ และที่ ๒ ตามสัดส่วนของการกระทำความผิด

 

        (๓) จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๔) ประกอบ มาตรา ๘๐, ๘๖ ฐาน “เป็นผู้สนับสนุนการกระทําความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” (ฎีกาที่ ๔๙๗๘/๒๕๖๒)

 

        (๔) จําเลยใช้นิ้วมือของจําเลยสอดใส่เข้าไปในทวารหนักของเด็กหญิงอายุ  ๖ ปีเศษ

        จําเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ ฎีกาที่ ๒๙๘๒/๒๕๖๒ ใช้ถ้อยคําว่า “ความผิดฐานกระทําอนาจารโดยการล่วงล้ำ”

        คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๘๒/๒๕๖๒ ผู้เสียหายที่ ๒ วิ่งไปหาจำเลย จำเลยกอดผู้เสียหายที่ ๒ แล้วจูบหน้าผาก จากนั้นถอดกางเกงผู้เสียหายที่ ๒ ออกแล้วอุ้มผู้เสียหายที่ ๒ ใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในทวารหนักของผู้เสียหายที่ ๒ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยอุ้มพาผู้เสียหายที่ ๒ ไปที่อื่น จำเลยล่วงเกินทางเพศผู้เสียหายที่ ๒ ตรงบริเวณที่พบผู้เสียหายที่ ๒ นั้นเอง เท่ากับว่าผู้เสียหายที่ ๒ มาหาจำเลยเองด้วยความเต็มใจ จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ ๒ มา อีกทั้งมิได้เหนี่ยวรั้งผู้เสียหายที่ ๒ ไว้ เช่นนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่าจำเลยมีการกระทำประการใดอันเข้าลักษณะเป็นการพรากผู้เสียหายที่ ๒ ไปเสียจากผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งจะกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ ๑ จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม และย่อมไม่มีความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ ๒ เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารด้วย

        ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ.๒๕๖๒ ออกใช้บังคับ โดยมาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อนี้เป็น (๑๘) ของมาตรา ๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา "(๑๘)" "กระทำชำเรา" หมายความว่า "การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น" มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน แต่ความใหม่มิได้บัญญัติให้การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น เป็นความผิดฐานกระทำชำเรา และมาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญาให้ใช้ความใหม่แทน โดยมาตรา ๒๗๙ วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม เป็นการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่น ซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็กนั้น ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." และวรรคห้า บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสี่เป็นการกระทำแก่เด็กอายุไม่เกินสิบสามปีต้องระวางโทษ..." ดังนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าว ยังคงบัญญัติว่าการกระทำโดยใช้วัตถุหรืออวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่นยังเป็นความผิดอยู่ มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายที่บัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปตาม ป.อ. มาตรา ๒ วรรคสอง เพียงแต่เปลี่ยนฐานความผิดจากการกระทำชำเราเป็นความผิดฐานอนาจารโดยการล่วงล้ำเท่านั้น ซึ่งตามสภาพทางธรรมชาติในการกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (เดิม) การปรับบทความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา ๓ แต่ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๙ วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาทถึงสี่แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (เดิม) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับหนึ่งหมื่นสี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ระวางโทษตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องพิจารณาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๗ วรรคสาม (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒ วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทลงโทษจำคุกให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ 

 

 

คำบรรยายเนติ วิชา กฎหมายอาญา ม.๕๙-๑๐๖ อ.เกียรติขจรฯ เล่มที่ ๓ สมัยที่ ๗๗

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 472 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ