ข้ามไปยังเนื้อหา
LawSiam.com · คลังข้อมูลกฎหมายไทยร่วมสนับสนุนเว็บไซต์ · เข้าสู่ระบบ

กฎหมายไทยและการเตรียมสอบ

ค้นคว้า อ่านทบทวน และเข้าถึงเอกสารกฎหมายได้เป็นระบบ

ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค1 อ.อำนาจ พวงชมพู (ภาคปกติ) เนติฯ สมัยที่ 71

ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค1 อ.อำนาจ พวงชมพู (ภาคปกติ) เนติฯ สมัยที่ 71

สิทธิ์การใช้งาน
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
หมวดหมู่รวมฎีกา 5 ดาว เก็บตกฎีกาพิสดาร* วิ.แพ่ง ภาคทั่วไป (ม. 1 - 169)
ประเภทเอกสารwww
ขนาดไฟล์ไม่ระบุ
คำค้นฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค1 อ.อำนาจ พวงชมพู (ภาคปกติ) เนติฯ สมัยที่ 71
เผยแพร่/ปรับปรุง11/03/2019 / 11/03/2019

รายละเอียดเบื้องต้น

ฎีกาเด่น เน้นทุกสนามสอบ* วิ.แพ่ง ภาค1 อ.อำนาจ พวงชมพู (ภาคปกติ) เนติฯ สมัยที่ 71

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 10005/2559 ในกรณีที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลมีคำพิพากษาตามยอม คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย คู่ความจะต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมดังกล่าว หากเข้าเหตุหนึ่งเหตุใดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่า ใบแต่งทนายความจำเลยระบุข้อความเกี่ยวกับอำนาจของทนายความที่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของจำเลย การถอนฟ้องการประนีประนอมยอมความโดยมีลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลย พร้อมตราประทับของจำเลยถูกต้องตามหนังสือรับรองของจำเลย ทนายความจำเลยย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจเต็มที่ขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล ว่าข้อความที่ตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ ทนายความจำเลยไม่มีความจำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบก่อนตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นแม้จำเลยไม่ต้องการตกลงกับโจทก์ ก็เป็นเรื่องทนายความจำเลยกระทำการฝ่าฝืนความประสงค์ของจำเลย หากจะจำเลยเสียหายอย่างไรก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การประนีประนอมยอมความถ้าไม่ได้ทำในรูปแบบของสัญญาแต่ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนการพิจารณา คู่ความลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนการพิจารณา บันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

 

 คำพิพากษาฎีกาที่ 2530/2560 โจทก์และจำเลยทั้งสามทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ต่อหน้าศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์กล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจำเลยที่ 3 ฉ้อฉล แต่ตามให้การของจำเลยทั้งสามกลับให้การร่วมกันว่าจำเลย ทั้งสามถูกผู้รับสัญญาหลอกลวงให้สำคัญผิดในการจดทะเบียนและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในแต่ละครั้ง ทั้งตามสำเนาหนังสือจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารท้ายฟ้องก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ตกลงเป็นผู้ร่วมจะซื้อที่ดินแปลงพิพาทกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย และมีข้อความในลักษณะทำนองเช่นเดียวกันกับสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ แสดงว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นปฏิปักษ์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงเป็นคู่ความฝ่ายเดียวกันกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่กรณีที่กล่าวอ้างว่าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ฉ้อฉอ จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่ให้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 138 วรรคสอง (1)
ข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นเรื่องที่โจทก์ตกลงให้จำเลยทั้ง 3 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งหากจำเลยทั้ง 3 ไม่ซื้อคืนภายใน 3 เดือน ก็ต้องออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและใช้ค่าเสียหาย ซึ่งอยู่ในขอบเขตประเด็นแห่งคดีหรือเกี่ยวเนื่องกับประเด็นนั้นๆ และไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัยหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลและทำอันดี ของประชาชนอันถือว่าเป็นการละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง (2) ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 138 วรรคสอง

ข้อมูลความรู้เพิ่มเติมสงวนสำหรับสมาชิกที่เข้าสู่ระบบและมีสิทธิ์ใช้งาน
เข้าสู่ระบบเพื่อดูสิทธิ์ดาวน์โหลดผู้เข้าชม 1,023 ครั้ง · หน้าอ่านนี้ไม่เพิ่ม pageview ระหว่างการตรวจ