เจาะคำบรรยายเนติ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.อธิคม อินทุภูติ 17 ส.ค 61 สมัยที่71
เจาะคำบรรยายเนติ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.อธิคม อินทุภูติ 17 ส.ค 61 สมัยที่71
รายละเอียดเบื้องต้นเปิดเพื่อการศึกษา ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม รหัสผ่าน ความคิดเห็น และการดาวน์โหลดจะแสดงตามสิทธิ์สมาชิกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
| หมวดหมู่ | สรุปย่อ-สกัดหลักฎีกา คำบรรยายเนติฯ ฯลฯ กฎหมายรัฐธรรมนูญ |
|---|---|
| ประเภทเอกสาร | www |
| ขนาดไฟล์ | ไม่ระบุ |
| คำค้น | เจาะคำบรรยายเนติ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ) อ.อธิคม อินทุภูติ 17 ส.ค 61 สมัยที่71 |
| เผยแพร่/ปรับปรุง | 19/08/2018 / 19/08/2018 |
รายละเอียดเบื้องต้น
เจาะคำบรรยายเนติ กฎหมายรัฐธรรมนูญ สัปดาห์ที่ 13 (ภาคปกติ)
อ.อธิคม อินทุภูติ 17 ส.ค 61 สมัยที่71
-----------------
ประเทศไทยเคยมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 45 (17 มกราคม 2515) ข้อ 3 กำหนดให้ประชาชนห้ามขายอาหารหรือเครื่องดื่มระหว่างเวลา 1.00 - 5.00 น. เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานที่มีอำนาจ
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าประกาศคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวจำกัดโอกาสในการค้าขายอย่างสุจริตของประชาชนจำนวนมากโดยไม่จำเป็น และเป็นการสร้างภาระแก่ประชาชนที่จำเป็นจะต้องบริโภคอาหารและเครื่องดื่มในช่วงเวลาดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน
ประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้จึงขัดรัฐธรรมนูญเพราะไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน และจำกัดเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เกินจำเป็น
(คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 12/2552)
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยของที่ 12/2555 ว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังที่ปรากฏเป็นข่าวทราบกันทั่วไปแล้ว
แต่คนทั่วไปอาจจะยังไม่ทราบว่า คำวินิจฉัยฉบับนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อเฉพาะ พ.ร.บ.ขายตรงฯ ที่เป็นประเด็นในคดีเท่านั้น หากแต่ยังมีผลไปถึงกฎหมายอื่นอีกหลายสิบฉบับที่มีบทบัญญัติเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ขายตรงฯ ด้วย
บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ขายตรงฯ ที่เป็นประเด็นปัญหาก็คือ มาตรา 54 ที่บัญญัติไว้ว่า
“ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น”
กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ มาตรา 54 นี้กำหนดว่า ถ้าตัวบริษัท (นิติบุคคล) กระทำความผิด ให้ถือว่ากรรมการผู้จัดการและผู้บริหารของบริษัทนั้นทำความผิดด้วย เว้นแต่กรรมการผู้จัดการหรือผู้บริหารนั้นจะพิสูจน์ได้ว่า ตัวเองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กล่าวคือกฎหมายสรุปเอาเลยว่า ถ้าบริษัททำผิด ถือว่าบรรดาผู้บริหารทำผิดด้วย
แต่บังเอิญในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีมาตรา 39 วรรค 2 ที่กำหนดไว้ว่า
“ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด”
หลักในมาตรา 39 วรรค 2 นี้เป็นหลักพื้นฐานที่เป็นสากล และมีมาในรัฐธรรมนูญแทบทุกฉบับว่า ในคดีอาญานั้น ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ความผิดของเขาได้ ถ้านาย ก. กล่าวหาว่า นาย ข. ทำอะไรผิด นาย ก. ก็มีหน้าที่ต้องไปหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ว่า นาย ข. ได้กระทำผิดจริง ไม่ใช่ให้นาย ข. เป็นผู้พิสูจน์ ถ้านาย ก. พิสูจน์ไม่ได้ ก็ต้องถือว่านาย ข. เป็นผู้บริสุทธิ์
ดังนั้น เมื่อมีคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ได้ยื่นฟ้องบริษัทเอเชี่ยน เจมส์ จำกัด ว่ากระทำผิด พ.ร.บ.ขายตรงฯ และให้กรรมการผู้จัดการของบริษัทเอเชี่ยนฯ รับผิดด้วยตามมาตรา 54 ดังกล่าวมา กรรมการผู้จัดการของบริษัทเอเชี่ยนฯ จึงได้โต้แย้งว่า บทบัญญัติมาตรา 54 ของ พรบ.ขายตรงฯ ที่ให้ตนต้องรับผิดกับบริษัท โดยโจทก์คือพนักงานอัยการไม่ได้พิสูจน์ความผิด แต่ตนต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์แทนนั้น เป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรค 2 ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นก็จะไม่มีผลบังคับใช้
คณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งมีอยู่ 9 ท่าน ได้วินิจฉัยคดีนี้แล้วมีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเห็นว่า มาตรา 54 ของ พ.ร.บ.ขายตรงฯ นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ให้สันนิษฐานว่าให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษอาญาร่วมกับนิติบุคคลขัดรัฐธรรมนูญ ในขณะที่คณะตุลาการอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า มาตรา 54 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากความเห็นของฝ่ายแรกมี 5 คน ในขณะที่ฝ่ายหลังมี 4 คน ดังนั้น คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงออกมาเป็นว่า มาตรา 54 เฉพาะในส่วนที่สันนิษฐานว่าให้ผู้บริหารร่วมรับผิดกับบริษัทนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ผลก็คือ ทำให้กฎหมายไม่สามารถเอาผิดกับจำเลย (กรรมการผู้จัดการ) ได้โดยอัตโนมัติ โดยโจทก์จะต้องไปมีภาระพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วย จากเดิมพิสูจน์แต่ความผิดของบริษัทอย่างเดียว
ผลกระทบสำคัญที่ตามมาของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ ยังมีกฎหมายอื่นๆ ในประเทศไทย ที่มีบทสันนิษฐานความผิดของผู้บริหารบริษัทแบบเดียวกับที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ขายตรงฯ อีกหลายสิบฉบับ (หรืออาจจะเป็นร้อย) เช่น
พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
“มาตรา 139 ในกรณีที่สถาบันการเงินใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 36 มาตรา 50 มาตรา 66 มาตรา 80 มาตรา 83 มาตรา 94 หรือมาตรา 95 หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ข้อกำหนด หลักเกณฑ์ หรือคำสั่งที่กำหนดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง มาตรา 10 วรรคหนึ่ง มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 50 มาตรา 66 มาตรา 71 มาตรา 80 มาตรา 90 หรือมาตรา 95 กรรมการ ผู้จัดการหรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น”
พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546
“มาตรา 135 ในกรณีผู้กระทำความผิดตามมาตรา 126 มาตรา 127 มาตรา 128 มาตรา 129 มาตรา 130 มาตรา 131 มาตรา 133 หรือมาตรา 138 เป็นนิติบุคคล กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น”
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 12/2555
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 3/2559
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 2/2556
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 4/2556
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 32/2555
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 13/2556
คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2535 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2535 ว่า ข้อความที่ว่ากิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฯ พ.ศ. 2535 มีผลว่า นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2535 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2535 และได้กระทำในระหว่างวันดังกล่าว ถ้าการกระทำนั้นผิดกฎหมายผู้กระทำย่อมพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงไปทันที และการพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงนี้ย่อมมีอยู่ตลอดไปโดยไม่ถูกกระทบกระเทือนจากการที่พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ตกไป เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติ เพราะพระราชกฤษฎีกาก็มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 การไม่อนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมฉบับนี้ ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงผู้ซึ่งพระราชกฤษฎีกาบัญญัติให้พ้นจากความผิดและความรับผิดไปแล้วไม่ว่าบุคคลนั้นจะถูกร้องทุกข์ ถูกกล่าวโทษ หรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วหรือไม่ก็ตาม คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน